อุปสรรค “Craft Beer” ไทยที่ทำให้ยังโตไม่เต็มที่ !!

เคยสังเกตไหมว่าทำไม “Craft Beer” ที่จำหน่ายในไทยราคาสูง ทั้งๆ ที่เป็นแบรนด์ของไทย นั่นเพราะ “Craft Beer” ถูกกฎหมายในบ้านเรา ล้วนแล้วแต่ผลิตจากต่างประเทศ โดยประเทศหลักที่เจ้าของ Craft Beer ไทย เลือกใช้เป็นฐานการผลิต เช่น กัมพูชา เวียดนาม ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

เหตุที่ “Craft Beer” สัญชาติไทยต้องไปผลิตในต่างประเทศ แล้วตีกลับเข้ามา กลายเป็น “เบียร์นำเข้า” ซึ่งมีผลต่อเรื่องภาษี อันกระทบต่อ “ราคาจำหน่าย” เป็นเพราะข้อจำกัดด้านกฎหมาย ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องวิธีบริหารงานสุรา พ.ศ. 2543 ระบุคุณสมบัติผู้ขออนุญาตทำสุรา ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ดังนี้

1. เป็นบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย และมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 51% 

2. ทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท และมีเงินค่าหุ้นหรือเงินลงทุนที่ชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

3. ขนาดโรงเบียร์
3.1 โรงเบียร์ขนาดใหญ่ ปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี
3.2 โรงเบียร์ขนาดเล็ก ประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brewpub) ปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตรต่อปี แต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี

“แม้ทิศทางของ Craft Beer ไทยจะมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีอุปสรรคหลายด้านที่ผู้ผลิตต้องฟันฝ่า แน่นอนว่าภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดเบียร์ ทว่าในกลุ่มนักดื่มที่หลงใหล Craft Beer ไม่กระทบมากนัก แต่สิ่งที่ท้าทายสำหรับแบรนด์ไทย ที่ยากกว่าแบรนด์นำเข้าในหลายด้าน คือ การทำแบรนด์ดิ้ง การตลาด และการสื่อสารทั้งจากนักต้มเบียร์ และสื่อสารผ่านศิลปะ

ดังนั้น หาก Craft Beer ไทยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะภาคกฎหมาย จะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการผลักดันวงการ Craft Beer ไทยพัฒนาก้าวสู่ระดับสากล เพราะทุกวันนี้ผู้ผลิตไทยหลายแบรนด์สามารถเทียบชั้นเวทีโลกได้อย่างสบาย แต่การจะก้าวไปแข่งขันบนเวทีขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ ผู้ผลิตต้องหาโอกาสเอง และคนมีฝีมือที่ยังเป็น Homebrew ยังไม่มีพื้นที่แสดงความสามารถมากขึ้น

แต่หากศึกษาโมเดลจาสหรัฐอเมริกา ภายหลังการแก้กฎหมายให้สามารถผลิต Craft Beer ในประเทศได้ ปรากฏว่าภายในปีเดียว มีผู้ผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 300 ราย และราคาเข้าถึงง่าย ทำให้ Craft Beer ในสหรัฐฯ เติบโต ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ แต่ละเมืองจะมี Craft Beer เป็นสินค้าขึ้นชื่อประจำท้องถิ่น ก่อให้เกิดการจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ชุมชน”

Resize Craft Beer_03

เพราะฉะนั้นเมื่อ Craft Beer ไทยต้องใช้ฐานการผลิตจากนอกประเทศ แล้วส่งกลับเข้ามา นี่จึงทำให้ราคาจำหน่ายสูงพอๆ กับแบรนด์เบียร์นำเข้า

“ราคา Craft Beer จำหน่ายหน้าร้าน (On-Premise) อยู่ที่ 200 กว่าบาท แต่ถ้าไปเวียดนาม ราคา Craft Beer ที่นั่นราคาถูกกว่าไทยมากกว่า 50% ซึ่งการตั้งโรงผลิตเบียร์ในไทยตามข้อกฎหมาย เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับรายเล็ก ทำให้รายเล็กต้องผลิตในต่างประเทศ แล้วนำเข้ามา กลายเป็นต้องเสียภาษีเป็นเบียร์นำเข้า ส่งผลให้ราคาจำหน่าย Craft Beer ในไทย ราคาเดียวกับเบียร์นำเข้าจากต่างประเทศ

3 ปัจจัยสร้างโอกาส “Craft Beer” สายเลือดไทย

ท่ามกลางมวลหมู่เบียร์จากค่ายผู้ผลิตรายใหญ่ในไทยที่มี 3 ยักษ์ใหญ่ คือ “สิงห์” / “ไทยเบฟ” / “ทีเอพี” หรือที่รู้จักกันในค่ายไฮเนเก้น ประเทศไทย ยากที่แบรนด์เล็กจะแทรกตัวเข้าสู่ตลาด แต่ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ! ใครจะเชื่อว่าในช่วง 5 ปีมานี้ มีเบียร์สัญชาติไทยของผู้ผลิตรายเล็ก สามารถแจ้งเกิดในตลาดไทยได้สำเร็จ ในกลุ่มที่เรียกว่า “Craft Beer”

เหตุผลที่ทำให้ “Craft Beer” ในไทยเติบโตมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ

1. ผู้บริโภคชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น (Middle Class) และคนยุคดิจิทัลมีความเป็น Globalization เปิดรับข้อมูลข่าวสาร และอัพเดทไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ จากทั่วโลก ทำให้ผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเฉพาะคน Gen Y และ Gen Millennials มีความเป็นปัจเจกมากขึ้น มี “ไลฟ์สไตล์”ซับซ้อน และมี “Demanding” สูง ดังนั้นคนกลุ่มนี้ ชอบแสวงหาประสบการณ์ใหม่ และแตกต่าง ยอมจ่ายเงินมากขึ้น เพื่อให้ได้ของคุณภาพดี นี่จึงทำให้กระแส “Craft Beer” ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, ยุโรป รวมถึงในญี่ปุ่น ขยายเข้ามาในไทยด้วยเช่นกัน

Resize Craft Beer_09

แนวโน้มของตลาด “Craft Beer” ในบ้านเรา เปรียบได้กับการเกิดขึ้นของ “Specialty Coffee” ที่คนมองหาเครื่องดื่มกาแฟคุณภาพดีขึ้น และเป็นมากกว่ากาแฟ แต่คือเรื่องราว และการเรียนรู้ตลอดทั้ง Value Chain ของเมล็ดกาแฟ

หลังจากในอดีตคนดื่มกาแฟผงสำเร็จรูป ทั้งในบ้าน และที่ทำงาน ต่อมากระแส Café บูม เป็นผลมาจากเชนร้านกาแฟใหญ่จากต่างประเทศอย่าง “Starbucks” บุกไทย และขยายสาขาในโลเกชั่นต่างๆ กระทั่งจุดพลุทำให้เกิดร้านกาแฟสดตามมาอีกมากมาย ส่งผลให้ผู้บริโภคพิถีพิถันกับการดื่มกาแฟคุณภาพดีมากขึ้น

ผู้คนจำนวนมาก Trade up ไปสู่การดื่มกาแฟ “Specialty Coffee” ที่เน้นคุณภาพในทุกกระบวนการ ตั้งแต่แหล่งปลูก ดิน น้ำ สภาพอากาศ การเพาะปลูก เพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟคุณภาพดี ไปจนถึงการคั่ว และการชง ซึ่งเป็นคลื่นลูกที่สามของอุตสาหกรรมกาแฟโลก ต่อจากคลื่นลูกแรก (First Wave) คือ ยุคกาแฟสำเร็จรูป จากนั้นเข้าสู่ยุคร้านกาแฟเน้นให้บริการเร่งด่วน สะดวก-รวดเร็ว (Second Wave)

ก่อนมาถึงยุคที่สาม กาแฟเป็นทั้ง “ศาสตร์ และศิลป์”คือ นำความเป็นศิลป์ ผสานลงไปในศาสตร์ดั้งเดิม บวกเข้ากับ “Storytelling” ซึ่งถูก “จริต” คนยุคนี้ ที่ดื่มกาแฟ ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างความสดชื่น (Refresh) ให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังมองลึกไปถึงเบื้องหลังเครื่องดื่มกาแฟถ้วยที่กำลังถืออยู่ในมือ ทำให้ไม่เพียงแต่เทรนด์ Specialty Coffee ขยายตัวไปทั่วโลกแล้ว ยังเกิดร้านกาแฟ “Slow Bar” ที่มาพร้อมกรรมวิธีการชง ทั้งแบบดั้งเดิม และแบบใหม่ที่มีนวัตกรรมเข้าไปผสาน

แนวโน้ม “Craft Beer” เป็นเช่นเดียวกับพัฒนาการของ “อุตสาหกรรมกาแฟ” ที่ทำให้คนไทยมองหาเบียร์ประเภทอื่น เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ที่นอกเหนือจาก “ลาเกอร์ เบียร์” ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ในไทย และคนไทยคุ้นเคยกับเบียร์ประเภทนี้มานาน

Resize Craft Beer_05

2. พลัง “Social Media” ช่องทางหลักทำให้คนได้เห็นรีวิว-เรียนรู้เรื่องเบียร์ และแชร์ไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “สื่อสังคมออนไลน์” ทำให้ Customer Journey ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เพราะเมื่อเกิดเพจรีวิวเบียร์มากมาย ได้กลายเป็น “สื่อหลัก” ของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับเบียร์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ และอยากทดลองดื่ม

ขณะเดียวกันแพลตฟอร์ม Social Media ทั้งหลายยังเป็นพื้นที่แชร์ “ไลฟ์สไตล์” ของตนเอง ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์นอกบ้านตามร้านผับบาร์ มีเรื่องการสะท้อน “ภาพลักษณ์” หรือ “ความเป็นตัวตน” เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการเลือกดื่ม “Craft Beer” แล้วโพสต์ลงบน Social Media ของตัวเอง เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ หรือตัวตนของคนๆ นั้น

“XenoPsi” เอเยนซีโฆษณา และวางแผนกลยุทธ์การตลาดในสหรัฐฯ เผยผลสำรวจพฤติกรรมการซื้อ Craft Beer ในสหรัฐฯ พบว่า มากกว่าผู้ดื่ม Craft Beer ส่วนใหญ่ ใช้สมาร์ทโฟนในการค้นหาข้อมูลเบียร์ ทั้งก่อนเดินทางมาที่สโตร์ (74%) และเวลาอยู่หน้าเชลฟ์ในสโตร์ (60%) เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ

แหล่งข้อมูลที่นักดื่มเบียร์ ใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อ Craft Beer แบรนด์หนึ่งๆ มาจาก คำแนะนำของเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างในงานปาร์ตี้ / ข้อมูลใน ณ จุดขาย / ข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ / ข้อมูลจากพนักงานขาย

เชื่อว่าพฤติกรรมผู้ดื่มเบียร์ในสหรัฐ ไม่แตกต่างจากในไทย ยิ่งปัจจุบันเป็นยุค Globalization ที่คนสามารถหาข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา ผู้บริโภคไทยเริ่มสนใจหาข้อมูล และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเบียร์จากช่องทางออนไลน์มากขึ้น

bee_Adweek_02

3. ช่องทางการขายทั้ง On-Premise และ Off-Premise มากขึ้น ปัจจุบันช่องทาง On-Premise เกิดผับบาร์มากขึ้น ที่เน้นขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากทั้งผู้ผลิตอิสระ และแบรนด์นำเข้าจากหลากหลายประเทศ ทั้งแบบ “Taproom” เป็นเบียร์สด และจำหน่ายแบบขวด เพื่อนำเสนอเป็น “ทางเลือก” ให้กับผู้บริโภคที่แสวงหาประสบการณ์การดื่มแบบใหม่

ส่วนช่องทาง Off-Premise ถ้าใครสังเกตซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อในปัจจุบัน เพิ่มพื้นที่เชล์ฟในตู้แช่สำหรับเบียร์นำเข้า และ Craft Beer มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งการที่ Modern Trade เพิ่มพื้นที่ขายสำหรับเบียร์กลุ่มนี้ ช่วยทำให้การเข้าถึงสินค้าสะดวกขึ้น

“ปัจจุบัน Craft Beer ไม่ใช่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น แต่ทุกประเทศมี Craft Beer ของตัวเอง อย่างเวลานี้โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกประเทศมีแบรนด์ Craft Beer ของตัวเองแล้ว สำหรับประเทศไทย เทรนด์ Craft Beer เข้ามาในเมืองไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีมูลค่าตลาด 500 ล้านบาท เทียบกับตลาดเบียร์โดยรวมแล้ว ถือว่ายังเล็ก แต่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก 

กระแส Craft Beer เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะเราดื่มเบียร์ธรรมดากันมาแทบตลอดชีวิต อย่างตลาดลาเกอร์ เบียร์ เป็นเบียร์มาตรฐานหนึ่ง เพียงแต่ลาเกอร์เบียร์ในไทย ส่วนใหญ่เป็น Adjunct Lager (ลาเกอร์ที่ใช้ธัญพืชอื่น ที่ไม่ใช่บาร์เลย์มาใส่แทน) เพื่อคุมต้นทุน 

กระทั่งวันหนึ่งมี Craft Beer เกิดขึ้นมา อัดวัตถุดิบดีที่สุด เพื่อนำเสนอรสชาติอร่อยที่สุด และกลิ่นที่มาสัมผัสได้เต็มมากกว่า ทำให้ Craft Beer กลายเป็นทางเลือกให้กับคนที่ชอบการดื่มเบียร์ และ Craft Beer ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่เป็นเรื่องราวของแต่ละแบรนด์ที่จะปรุงเบียร์ของตัวเอง ออกมาเป็นสไตล์ไหน และอยากให้เรื่องราวเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น “Craft Beer”

Resize Spacecraft_01

“SPACECRAFT” (สเปซคราฟท์) คือ หนึ่งใน Craft Beer ไทยถูกกฎหมาย ที่เข้าสู่ตลาดเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว เลือกใช้ฐานผลิตที่กัมพูชา เริ่มต้นผลิตและจำหน่าย “SPACECRAFT : Liberty 1” และ “SPACECRAFT : Event Horizon” โดยล่าสุดพัฒนาเบียร์น้องใหม่ “SPACECRAFT : Galaxy Express” วางคอนเซ็ปต์เป็นเบียร์ “Everyday IPA” ปรุงไม่ให้รสสัมผัสบาง ดื่มง่าย ไม่ขมเกินไป ขณะที่ชื่อได้แรงบันดาลใจมาจาก Anime ของญี่ปุ่นเรื่อง “Galaxy Express 999” หรือชื่อไทย “รถด่วนอวกาศ 999”

“หลักการของ Craft Beer คล้ายกับ Specialty Coffee ที่ใช้คำว่า Brew และเป็นศิลปะเหมือนกัน ซึ่งคนดื่มกาแฟที่เป็น Specialty Coffee มีทั้งคนที่ดื่มตามกระแส กับคนที่ดื่มจริงจัง โดยคนที่ดื่มตามกระแส เมื่อได้ทดลองดื่มแล้ว รู้สึกพึงพอใจ เขาจะเรียนรู้ศาสตร์กาแฟที่ลึกซึ้งขึ้น เช่นเดียวกันคนดื่ม Craft Beer เมื่อดื่มแล้ว รู้สึกชอบ เขาจะสนใจ และขยับจากเบียร์ทั่วไป มาดื่ม Craft Beer”

สำรวจตลาด “เบียร์อินดี้” จากสหรัฐฯ ถึงไทย

เมื่อสำรวจตลาด Craft Beer ในสหรัฐอเมริกา ข้อมูลจาก สมาคมผู้ผลิตเบียร์ของสหรัฐฯ (Brewers Association) ฉายภาพในปี 2017 ขณะที่ตลาดเบียร์โดยรวม (ในเชิง Volume) ติดลบ 1.2% แต่สำหรับ Craft Beer มีการเติบโตในเชิง Volume 5% อยู่ที่กว่า 24.8 ล้านบาร์เรล จากโรงผลิต Craft beer กว่า 6,266 โรง โดยมูลค่าตลาด Craft Beerเติบโต 8% อยู่ที่ 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าตลาดรวม 111,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนในปี 2018 การเติบโตเชิง Volume ทรงตัวอยู่ที่ 5% โดยอุตสาหกรรม Craft Beer ในสหรัฐอเมริกา สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้กว่า 76,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่โรงเบียร์อิสระ เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 7,000 โรง และมีนักปรุงเบียร์ หรือที่เรียกว่า Homebrewers กว่า 1,100,000 คน

ขณะที่ภาพรวม “Craft Beer” และ “เบียร์นอก” ที่นำเข้ามาขายในไทย ปัจจุบันมีสัดส่วนตลาดกว่า 500 ล้านบาท คาดการณ์ว่าภายในปี 2020 สัดส่วนจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แตะ 1,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.5% ของมูลค่าตลาดเบียร์ไทย 180,000 ล้านบาท โดยคาดว่าขณะนี้เฉพาะ Craft Beer ไทยมีผู้ผลิตไม่ต่ำกว่า 50 – 60 ราย (ที่ถูกกฎหมาย)

เปิดนิยามที่แท้จริงของ “Craft Beer”

ในบรรดาตลาด “Craft Beer” ทั่วโลก ตลาดใหญ่สุด เห็นจะเป็น “สหรัฐอเมริกา” ที่นอกจากมีแบรนด์เบียร์ ใน Mass Market หรือเบียร์ที่สามารถหาซื้อดื่มได้ง่ายเป็นจำนวนมากแล้ว ในฝั่งตลาด “Craft Beer” ก็มีไม่น้อยเช่นกัน

ทั้งนี้ คำจำกัดความของ “Craft Beer” ตามสมาคมผู้ผลิตเบียร์ของสหรัฐฯ (Brewers Association) กำหนดหลักเกณฑ์ของการเป็นผู้ผลิต Craft Beer ประกอบด้วย 3 ข้อ คือ

1. มีกำลังการผลิตน้อย (Small) อยู่ที่ 6 ล้านบาร์เรลต่อปี หรือน้อยกว่านั้น

2. เป็นผู้ผลิตอิสระ (Independent) คำว่าอิสระในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของ หรือผู้ก่อตั้ง-ผู้ร่วมก่อตั้งต้องถือหุ้นกันเองทั้งหมด 100% แต่สามารถมีผู้ถือหุ้นรายอื่นที่ไม่ใช่ผู้ผลิต Craft Beer ด้วยกันเอง เข้าร่วมหุ้นได้ไม่เกิน 25%

3. ใช้วัตถุดิบคุณภาพ และคงความเป็นวัตถุดิบดั้งเดิม (Traditional) เช่น มอลต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของการทำเบียร์ ควรทำมาจากมอลต์จริงๆ ที่ได้จากข้าว หรือธัญพืชต่างๆ หรือ 50% ของปริมาณการผลิต วัตถุดิบมอลต์ ต้องมาจากมอลต์จริงๆ ไม่ใช่เอาวัตถุดิบอื่นมาใช้ลดต้นทุนการผลิต เพราะเนื่องด้วยอุตสาหกรรมเบียร์ขนาดใหญ่ ใช้วัตถุดิบอื่นมาแทนการใช้มอลต์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต

แต่สำหรับการผลิต Craft Beer เพื่อให้ได้เบียร์คุณภาพดี เน้นการใช้วัตถุดิบดั้งเดิม ซึ่งการผลิตเบียร์ ประกอบด้วยวัตถุดิบ 4 อย่างพื้นฐาน คือ มอลต์, ฮ็อปส์, ยีสต์ และน้ำ โดย Homebrewer หรือระดับ Brew Master สามารถปรับเปลี่ยนวัตถุดิบที่จะได้มาเป็นมอลต์, ฮ็อปส์ได้ พร้อมทั้งใช้นวัตกรรมการปรุงใหม่ เพื่อให้ได้เบียร์รสชาติที่แปลกใหม่

Craft Beer” เบียร์อินดี้เขย่าอุตสาหกรรมเบียร์โลก-ไทย ทำ “AB InBev-สิงห์-ช้าง” ไม่อาจมองข้าม!

ในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปีมานี้ อุตสาหกรรมเบียร์โลกเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะประชากร Generation Y และ Millennials กลายเป็นฐานผู้ดื่มกลุ่มใหญ่ มีความต้องการแตกต่างจากคนรุ่นก่อน อีกทั้งยังเจอกับ“Craft Beer” (คราฟต์เบียร์) หรือจะเรียกว่า “เบียร์อินดี้” ก็ได้ เพราะเป็นเบียร์ที่เกิดจากผู้ผลิตอิสระรายย่อยมากมาย

แม้ “Craft Beer” เป็นเพียงคลื่นลูกเล็ก เมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายใหญ่ แต่คลื่นลูกนี้ เป็น “Disruptor” ที่สร้างแรงเขย่าให้กับอุตสาหกรรมเบียร์ระดับโลก และในไทยไม่น้อยเช่นกัน ถึงกับทำให้บรรดาผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น “Anheuser-Busch InBev” (AB InBev) “Heineken Holding” “Asahi Group” “Kirin Holdings” “Molson Coors Brewing” “Carlsberg Group” หรือแม้แต่ผู้ผลิตรายใหญ่ในไทย อย่างค่าย “สิงห์” และ “ไทยเบฟ” ไม่อาจมองข้ามตลาด “Craft Beer” ไปได้ !!

สะท้อนได้จากพี่ใหญ่ระดับโลก “AB InBev” ที่มีแบรนด์เบียร์ใน Portfolio มากกว่า 500 แบรนด์ มีแบรนด์ระดับโลกที่คุ้นเคยกันดี เช่น Budweiser, Stella Artois, Beck’s, Corona, Leffe และ Hoegaarden ยังต้องเหลียวหลังมามอง โดยนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา เจ้าตลาดอุตสาหกรรมเบียร์โลกรายนี้ได้ซื้อกิจการโรงผลิต “Craft Beer” ในสหรัฐอเมริกาไปแล้ว 10 ราย เช่น Goose Island, Wicked Weed ฯลฯ

ถึงแม้ตลาด “Craft Beer” ทั่วโลก เป็นฐานที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับ Market Size โดยรวมของทั้งอุตสาหกรรม แต่การที่ค่ายใหญ่ซื้อกิจการ “Craft Beer” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดนี้ และทิศทางการขยับตัวของผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก มุ่งมาทางการเติมเต็ม “Portfolio Strategy” ที่ลงลึกมากขึ้น

จากเดิมผู้ผลิตรายใหญ่ วางแบรนด์ใน Portfolio เป็น 3 ระดับ คือ แบรนด์ระดับโลก (Global Brand) – แบรนด์ระดับภูมิภาค (Regional Brand) – แบรนด์ท้องถิ่น (Local Brand) แต่นับจากนี้จะมีกลุ่ม “Craft Beer” มาเสริมทัพ เพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายของ “Lifestyle” และ “Demanding” ของผู้บริโภคยุคนี้ที่ซับซ้อนขึ้น

โดยหลังจากซื้อกิจการมาแล้ว บางกรณี บริษัทใหญ่ยังคงให้อิสระแก่เจ้าของกิจการโรงเบียร์นั้นๆ ในการบริหารจัดการเหมือนเดิม แต่ก็มีบางกรณีที่ซื้อกิจการมาแล้ว รายใหญ่เข้ามาดูแลโดยตรง พร้อมทั้งปรับโฉมใหม่

ดื่มเบียร์แล้วได้อ่ะไร!!

1. เบียร์ดีกับใจแล้วยังดีกับไตอีกด้วย

งานวิจัยยกให้เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีประโยชน์เหนือเครื่องดื่มใดๆ ในบรรดาแอลกอฮอล์ทั้งหมด นั่นก็เพราะก็ว่าเบียร์ 1 ขวดช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตได้ถึง 40% เลยทีเดียว

2. เบียร์ช่วยย่อยอาหาร

เบียร์ทั่วไป โดยเฉพาะเบียร์ดำมีไฟเบอร์ที่ละลายน้ำอยู่ประมาณ 1 กรัมต่อเบียร์ 300 มล. ต่างกับไวน์ที่ไม่มีไฟเบอร์เลย ไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญในการทำงานของลำไส้ (หากขาดไฟเบอร์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติในระบบย่อยอาหารและลำไส้ เช่น ท้องผูกหรือท้องร่วง)

3. เบียร์ช่วยลดคอเลสเตอรอล

ไฟเบอร์ในเบียร์มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ส่งผลเสียต่อร่างกายได้

4. เบียร์ช่วยเพิ่มระดับวิตามิน B

Advertisement

เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามิน B1, B2, B6 และ B12 นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุว่าคนดื่มเบียร์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 30% ส่วนคนที่ดื่มไวน์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 15% เท่านั้น เรียกได้ว่าเบียร์แหล่งวิตามิน B12 ชั้นดีที่หาได้ยากในอาหารทั่วไป อีกทั้งวิตามิน B12 ยังมีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดโรคโลหิตจางได้อีกด้วย

5. เบียร์ช่วยเสริมสร้างกระดูก

งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2009 ระบุว่าเบียร์ที่มีระดับธาตุซิลิคอนสูงช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของเซลล์กระดูกได้

6. เบียร์ลดอาการโรคนอนไม่หลับ

สารแลคโตฟลาวิน (Lactoflavin) และกรดนิโคตินิก (Nicotinic Acid) ที่อยู่ในเบียร์ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

7. เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

คนดื่มเบียร์จะมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไปถึง 40-60% เลยทีเดียว

8. เบียร์ช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน

ส่วนผสมในเบียร์มีส่วนช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้น

9. เบียร์ช่วยเพิ่มความจำ

งานวิจัยระบุว่าคนที่ดื่มเบียร์จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคป่วยทางจิตน้อยกว่าคนทั่วไปอีกด้วย

10. เบียร์ช่วยลดความเครียด

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมอนทรีออลพบว่า การดื่มเบียร์วันละสองแก้วมีส่วนช่วยลดอาการเครียดจากการทำงานหรือคลายความวิตกกังวลได้

11. ดื่มเบียร์ให้เป็นยา

เบียร์อุ่นๆ ถือเป็นยารักษาแบบหนึ่ง เพราะข้าวบาร์เลย์ที่นำมาหมักเป็นเบียร์ เมื่อได้รับความร้อนจะทำปฏิกริยากับร่างกาย ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยเพิ่มอัตราการหายใจ อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดข้อ เอ็น และยั่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย คราวหน้าให้ลองเอาเบียร์ไปอุ่นในน้ำร้อนซักหน่อยแล้วเติมน้ำผึ้งลงไปซัก 4 ช้อนชา ก็จะได้เบียร์ที่ดื่มเป็นยาแล้ว

12. เบียร์ทำให้ผิวสวยขึ้น

ข้อนี้น่าจะถูกใจสาวๆ เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามินสำคัญมากมายที่ช่วยเสริมสร้างผิวให้แข็งแรง มีน้ำมีนวลและดูเปล่งปลั่งอีกด้วย

พอรู้แบบนี้แล้ว หลายๆ คนคงเริ่มอยากจะดื่มเบียร์ขึ้นมาทันที เบียร์สองแก้วช่วยเพิ่มความจำ, เบียร์อีกสองแก้วช่วยย่อยอาหาร, อีกแก้วช่วยเสริมสร้างกระดูก, อีกซักแก้วดื่มเป็นยา แต่ถ้าดื่มมากขนาดนี้ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าอย่าดื่มให้มากจนเมาจนเกินไป แต่ดื่มให้สนุกสนาน รู้สึกสดชื่น คลายความกังวลจะดีกว่า

มาดูกันว่า เบียร์มีกี่ประเภทกันนะ!!

สำหรับคนที่ชอบดื่มเบียร์ เบียร์มีกี่ประเภทกันนะเคยสงสัยกันบ้างไหม วันนี้เราจะพาไปรู้จักเบียร์ให้มากยิ่งขึ้นมาดูกัน!


Lager

เบียร์ลาเกอร์ คือเบียร์ที่ใช้ยีสต์ที่ทำงานที่ก้นของถังหมัก ส่วนใหญ่ใช้การผสมมอลต์ออกมาเป็นสีบลอนด์ทอง สีใส สดชื่น รสชาติคลีน ดื่มง่าย

(Lager – ABV 4.6%) Lager แห่งท้องทะเลจากฮาวาย ที่ดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น เหมือนเล่นเซิร์ฟอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่น

Pilsner

เบียร์ Pilsner ใช้ยีสต์ที่นอนก้นของถังหมักเช่นกัน มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Pilsen ในประเทศสาธารณรัฐเชค ได้รสชาติที่คม คลีน ทานง่าย บอดี้บาง มีความหวานเล็กน้อยของฮ็อปส์และมอลต์ Pilsner – ABV 4.7%)

Hefeweizen

เบียร์เยอรมัน Hefeweizen นับเป็นเบียร์คุณภาพที่ดื่มง่าย มีกลิ่นผลไม้เขตร้อน เช่น กล้วย รสชาติถูกปากคนไทย เป็นแบบเยอรมันแท้ซึ่งผลิตตามกฎบริสุทธิ์ (German Purity Law 1516) ที่ใช้วัตถุดิบเพียง 4 อย่าง คือน้ำ ฮ็อปส์ มอลต์ และยีสต์เท่านั้น

Hefeweizen เป็นเบียร์ดื่มง่ายถูกปากคนไทย มีกลิ่นฮ็อปส์จาง ๆ ตัวเบียร์มักหมักด้วยยีสต์เข้ม ทำให้อาจมีกลิ่นผลไม้อย่างกล้วยหรือแอปเปิลด้วย

(German Hefeweizen – ABV 5.2%) Hefeweizen แบบเยอรมันแท้ ที่มีน้ำเบียร์สีเหลืองทอง รสชานุ่มนวล มีกลิ่นหอมของกล้วยและกานพลู เหมาะสำหรับดื่มในทุกช่วงโอกาส

Witbier

แปลตรงตัวแปลว่าเบียร์สีขาว (คำว่า Wit ความหมายเหมือนคำว่า White) ทำจากข้าวสาลี มักมีกลิ่นของเปลือกส้ม และเมล็ดผักชี เป็นสไตล์การทำเบียร์ของเบลเยียม เน้นมอลต์ที่เป็นข้าวสาลี เป็นเบียร์ทานง่าย ไม่ขมมาก มีความซ่า สดชื่น ลื่นคอ

(American Wit – ABV 5.2%) ซึ่งได้ความหอมและหวานจากน้ำผึ้งของดอกส้ม รสมขมเล็กน้อย ดื่มง่าย เหมาะกับอากาศร้อนๆของเมืองไทย

Pale Ale

เป็นเบียร์สีทอง รสชาติอ่อน ดื่มง่าย บอดี้บาง มีกลิ่นซิตรัสจาง ๆ แต่ได้รสชาติฮ็อปส์โดดเด่นมาก

(Pale Ale : ABV 5.2%) เบียร์ Pale Ale ที่มีฮ็อปส์แบบจัดเต็ม รสชาติกลมกล่อม สดชื่น มีความบาลานซ์ที่ดี

IPA

IPA หรือ India Pale Ale เกิดจากเบียร์ Pale Ale ที่ได้รับความนิยมมากในยุคที่อังกฤษล่าอาณานิคมและส่งเบียร์ไปเก็บที่อินเดียด้วยเรือแต่เบียร์เสีย จึงดัดแปลงเบียร์ให้มีปริมาณฮ็อปส์และยีสต์มากขึ้นเพื่อยืดอายุของเบียร์ ส่งผลให้เบียร์มีแอลกอฮอล์สูงขึ้น และมีกลิ่นและรสของฮ็อปส์โดดเด่น ส่วนใหญ่มีสีส้มออกไปทางทองแดง ฟองเบียร์สวย รสชาติแบบครบสูตรของคราฟต์เบียร์ มีกลิ่นที่แตกต่างชัดเจนมีเอกลักษณ์ มีกลิ่นผลไม้จาง ๆ บาลานซ์ดี

(IPA – ABV 7.0%) หนึ่งในสุดยอดเบียร์ IPA ที่ได้รับคำชมและรางวัลจากทั่วโลก มีความเอกลักษณ์ของกลิ่นหอมและรสชาติ

Double IPA

คือเบียร์ IPA ที่ใส่ฮ็อปส์เพิ่มขึ้นและหมักยีสต์นานขึ้นสองเท่า ทำให้มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง กลิ่นและบอดี้ของเบียร์แน่นเพิ่มเป็น 2 เท่า บางที่เรียกว่า imperial IPA เหมาะสำหรับนักดื่มผู้มีประสบการณ์

(Double IPA : 9.2%) เบียร์แอลกอฮอล์สูง ที่มีการซ่อนกลิ่นของแอลกอฮอล์ไว้อย่างแยบยล มีรสชาติที่จัดเต็ม มีกลิ่นและรสชาติของคาราเมลปิดท้าย เหมาะสำหรับสายแข็ง

Stout

คือเบียร์ Ale ดำที่นำมอลต์ไปคั่วก่อนจนเกิดสีเข้มและให้กลิ่นหอม โดดเด่นเรื่องความครีมมี่ รสชาตินุ่มลึก มีรสชาติคล้ายโกโก้ กาแฟ วานิลลา

(Oatmeal milk stout – ABV 4.7%) เบียร์ Stout สีดำเข้ม ที่มีส่วนผสมของข้าวโอ๊ต บาร์เล่ย์ และข้าวสาลี มีรสหวานเล็กน้อย และมีกลิ่นมอลต์คั่ว คล้านกาแฟและช็อคโกแลต นอกจากนี้ยังเป็น Stout มีแอลกอฮอลล์ที่ไม่สูงอีกด้วย

รู้หรือไหมเบียร์ Lager vs. เบียร์ Ale ต่างกันอย่างไร??

“เบียร์ Lager vs. เบียร์ Ale ?”

Lager

ส่วนใหญ่มีรสชาติไม่ซับซ้อน เน้นเความสดชื่น ดื่มง่าย

Bottom ferment คือยีสต์ที่ทำงานด้านล่างของน้ำเบียร์

ใช้เวลาหมักประมาณ 2 – 3 เดือน

หมักในอุณหภูมิต่ำ

ส่วนใหญ่มีสีอ่อนและใส

Ale

มีประเภทหลากหลายมากกว่า Lager Yeast

Top ferment ยีสต์ทำงานที่ด้านบนของน้ำเบียร์

ใช้เวลาหมักประมาณ 3 – 4 อาทิตย์

หมักในอุณหภูมิที่สูงกว่า Lager

ส่วนใหญ่มีสีเข้ม รสชาติหลากหลายกว่า Lager

“Craft Beer ต่างจาก Commercial Beer อย่างไร?”

Craft Beer คือเบียร์ที่ใช้ฝีมือและความพิถีพิถันในการทำสมชื่อ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและผลิตด้วยความใส่ใจเพื่อรสชาติและคุณภาพสำหรับผู้ดื่ม โดยมีเกณฑ์ที่บ่งบอกความต่างของ Craft Beer กับเบียร์เจ้าใหญ่ จาก American Craft Associate ดังนี้

Small – คราฟต์เบียร์มีต้องมีกำลังการผลิตไม่เกิน 6 ล้านบาร์เรล/ปี (ประมาณ 700 ล้านลิตร)

Independent – คราฟต์เบียร์ไม่ผูกมัดโดยนายทุนเจ้าใหญ่ และเจ้าของต้องถือหุ้นของบริษัทมากกว่า 75%

Traditional – ส่วนผสมและสารปรุงแต่งต่าง ๆ ที่ใส่ในคราฟต์เบียร์ทำเพื่อสร้างรสชาติที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ไม่ได้ทำมาเพื่อลดต้นทุน 

“เบียร์ทำอย่างไร?”

ปกติดื่มเบียร์กันอย่างเดียวไม่รู้ทำยังไง วันนี้เราจะมารู้กันว่าเบียร์ที่เราดื่มนั้น… กว่าจะเป็นเบียร์นั้นมีอ่ะไรบ้าง!!

1. Mashing: การนำมอลต์บดหยาบต้มในน้ำอุ่นประมาณ 60 – 70 องศาเซลเซียส และนำไปต้มใน Mash Tun ผสมจนได้น้ำลักษณะเหลวข้นหวาน ๆ เรียกว่า Wort

2. Boiling: นำ Wort มาต้มให้เดือดในอุณหภูมิ 100 องศา แล้วใส่ hops ลงไปตามสูตรที่ต้องการ

3. Whirlpool: วนน้ำที่ต้มแล้ว ทำให้เกิดการตกตะกอนและเพื่อลดอุณหภูมิให้เหมาะสำหรับขั้นตอนในการหมักต่อไป

4. Ferment: ย้ายน้ำ Wort มาใส่ในถังหมัก ใส่ยีสต์ตามชนิดที่ต้องการเพื่อให้ยีสต์เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ โดยขั้นตอนนี้ต้องควบคุมอุณหภูมิ จนได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ตามต้องการ การทำงานของยีสต์แบ่งเป็น 2 แบบตามประเภทของยีสต์คือ

Ale Yeast คือยีสต์ที่ทำงานที่ผิวหน้าของน้ำเบียร์ (Top ferment) จะได้เบียร์ประเภท Ale

Lager Yeast คือยีสต์ที่ทำงานด้านล่างของน้ำเบียร์ (Bottom ferment) จะได้เบียร์ประเภท Lager

5. Packaging: นำเบียร์ที่ได้มาบรรจุใส่ขวดกระป๋องหรือถัง ตามความต้องการของผู้ผลิต