ท่ามกลางมวลหมู่เบียร์จากค่ายผู้ผลิตรายใหญ่ในไทยที่มี 3 ยักษ์ใหญ่ คือ “สิงห์” / “ไทยเบฟ” / “ทีเอพี” หรือที่รู้จักกันในค่ายไฮเนเก้น ประเทศไทย ยากที่แบรนด์เล็กจะแทรกตัวเข้าสู่ตลาด แต่ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ! ใครจะเชื่อว่าในช่วง 5 ปีมานี้ มีเบียร์สัญชาติไทยของผู้ผลิตรายเล็ก สามารถแจ้งเกิดในตลาดไทยได้สำเร็จ ในกลุ่มที่เรียกว่า “Craft Beer”
เหตุผลที่ทำให้ “Craft Beer” ในไทยเติบโตมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. ผู้บริโภคชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น (Middle Class) และคนยุคดิจิทัลมีความเป็น Globalization เปิดรับข้อมูลข่าวสาร และอัพเดทไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ จากทั่วโลก ทำให้ผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเฉพาะคน Gen Y และ Gen Millennials มีความเป็นปัจเจกมากขึ้น มี “ไลฟ์สไตล์” ซับซ้อน และมี “Demanding” สูง ดังนั้นคนกลุ่มนี้ ชอบแสวงหาประสบการณ์ใหม่ และแตกต่าง ยอมจ่ายเงินมากขึ้น เพื่อให้ได้ของคุณภาพดี นี่จึงทำให้กระแส “Craft Beer” ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, ยุโรป รวมถึงในญี่ปุ่น ขยายเข้ามาในไทยด้วยเช่นกัน
แนวโน้มของตลาด “Craft Beer” ในบ้านเรา เปรียบได้กับการเกิดขึ้นของ “Specialty Coffee” ที่คนมองหาเครื่องดื่มกาแฟคุณภาพดีขึ้น และเป็นมากกว่ากาแฟ แต่คือเรื่องราว และการเรียนรู้ตลอดทั้ง Value Chain ของเมล็ดกาแฟ
หลังจากในอดีตคนดื่มกาแฟผงสำเร็จรูป ทั้งในบ้าน และที่ทำงาน ต่อมากระแส Café บูม เป็นผลมาจากเชนร้านกาแฟใหญ่จากต่างประเทศอย่าง “Starbucks” บุกไทย และขยายสาขาในโลเกชั่นต่างๆ กระทั่งจุดพลุทำให้เกิดร้านกาแฟสดตามมาอีกมากมาย ส่งผลให้ผู้บริโภคพิถีพิถันกับการดื่มกาแฟคุณภาพดีมากขึ้น
ผู้คนจำนวนมาก Trade up ไปสู่การดื่มกาแฟ “Specialty Coffee” ที่เน้นคุณภาพในทุกกระบวนการ ตั้งแต่แหล่งปลูก ดิน น้ำ สภาพอากาศ การเพาะปลูก เพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟคุณภาพดี ไปจนถึงการคั่ว และการชง ซึ่งเป็นคลื่นลูกที่สามของอุตสาหกรรมกาแฟโลก ต่อจากคลื่นลูกแรก (First Wave) คือ ยุคกาแฟสำเร็จรูป จากนั้นเข้าสู่ยุคร้านกาแฟเน้นให้บริการเร่งด่วน สะดวก-รวดเร็ว (Second Wave)
ก่อนมาถึงยุคที่สาม กาแฟเป็นทั้ง “ศาสตร์ และศิลป์” คือ นำความเป็นศิลป์ ผสานลงไปในศาสตร์ดั้งเดิม บวกเข้ากับ “Storytelling” ซึ่งถูก “จริต” คนยุคนี้ ที่ดื่มกาแฟ ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างความสดชื่น (Refresh) ให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังมองลึกไปถึงเบื้องหลังเครื่องดื่มกาแฟถ้วยที่กำลังถืออยู่ในมือ ทำให้ไม่เพียงแต่เทรนด์ Specialty Coffee ขยายตัวไปทั่วโลกแล้ว ยังเกิดร้านกาแฟ “Slow Bar” ที่มาพร้อมกรรมวิธีการชง ทั้งแบบดั้งเดิม และแบบใหม่ที่มีนวัตกรรมเข้าไปผสาน
แนวโน้ม “Craft Beer” เป็นเช่นเดียวกับพัฒนาการของ “อุตสาหกรรมกาแฟ” ที่ทำให้คนไทยมองหาเบียร์ประเภทอื่น เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ที่นอกเหนือจาก “ลาเกอร์ เบียร์” ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ในไทย และคนไทยคุ้นเคยกับเบียร์ประเภทนี้มานาน
2. พลัง “Social Media” ช่องทางหลักทำให้คนได้เห็นรีวิว-เรียนรู้เรื่องเบียร์ และแชร์ไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “สื่อสังคมออนไลน์” ทำให้ Customer Journey ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เพราะเมื่อเกิดเพจรีวิวเบียร์มากมาย ได้กลายเป็น “สื่อหลัก” ของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับเบียร์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ และอยากทดลองดื่ม
ขณะเดียวกันแพลตฟอร์ม Social Media ทั้งหลายยังเป็นพื้นที่แชร์ “ไลฟ์สไตล์” ของตนเอง ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์นอกบ้านตามร้านผับบาร์ มีเรื่องการสะท้อน “ภาพลักษณ์” หรือ “ความเป็นตัวตน” เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการเลือกดื่ม “Craft Beer” แล้วโพสต์ลงบน Social Media ของตัวเอง เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ หรือตัวตนของคนๆ นั้น
“XenoPsi” เอเยนซีโฆษณา และวางแผนกลยุทธ์การตลาดในสหรัฐฯ เผยผลสำรวจพฤติกรรมการซื้อ Craft Beer ในสหรัฐฯ พบว่า มากกว่าผู้ดื่ม Craft Beer ส่วนใหญ่ ใช้สมาร์ทโฟนในการค้นหาข้อมูลเบียร์ ทั้งก่อนเดินทางมาที่สโตร์ (74%) และเวลาอยู่หน้าเชลฟ์ในสโตร์ (60%) เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ
แหล่งข้อมูลที่นักดื่มเบียร์ ใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อ Craft Beer แบรนด์หนึ่งๆ มาจาก คำแนะนำของเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างในงานปาร์ตี้ / ข้อมูลใน ณ จุดขาย / ข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ / ข้อมูลจากพนักงานขาย
เชื่อว่าพฤติกรรมผู้ดื่มเบียร์ในสหรัฐ ไม่แตกต่างจากในไทย ยิ่งปัจจุบันเป็นยุค Globalization ที่คนสามารถหาข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา ผู้บริโภคไทยเริ่มสนใจหาข้อมูล และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเบียร์จากช่องทางออนไลน์มากขึ้น
3. ช่องทางการขายทั้ง On-Premise และ Off-Premise มากขึ้น ปัจจุบันช่องทาง On-Premise เกิดผับบาร์มากขึ้น ที่เน้นขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากทั้งผู้ผลิตอิสระ และแบรนด์นำเข้าจากหลากหลายประเทศ ทั้งแบบ “Taproom” เป็นเบียร์สด และจำหน่ายแบบขวด เพื่อนำเสนอเป็น “ทางเลือก” ให้กับผู้บริโภคที่แสวงหาประสบการณ์การดื่มแบบใหม่
ส่วนช่องทาง Off-Premise ถ้าใครสังเกตซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อในปัจจุบัน เพิ่มพื้นที่เชล์ฟในตู้แช่สำหรับเบียร์นำเข้า และ Craft Beer มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งการที่ Modern Trade เพิ่มพื้นที่ขายสำหรับเบียร์กลุ่มนี้ ช่วยทำให้การเข้าถึงสินค้าสะดวกขึ้น
“ปัจจุบัน Craft Beer ไม่ใช่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น แต่ทุกประเทศมี Craft Beer ของตัวเอง อย่างเวลานี้โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกประเทศมีแบรนด์ Craft Beer ของตัวเองแล้ว สำหรับประเทศไทย เทรนด์ Craft Beer เข้ามาในเมืองไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีมูลค่าตลาด 500 ล้านบาท เทียบกับตลาดเบียร์โดยรวมแล้ว ถือว่ายังเล็ก แต่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
กระแส Craft Beer เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะเราดื่มเบียร์ธรรมดากันมาแทบตลอดชีวิต อย่างตลาดลาเกอร์ เบียร์ เป็นเบียร์มาตรฐานหนึ่ง เพียงแต่ลาเกอร์เบียร์ในไทย ส่วนใหญ่เป็น Adjunct Lager (ลาเกอร์ที่ใช้ธัญพืชอื่น ที่ไม่ใช่บาร์เลย์มาใส่แทน) เพื่อคุมต้นทุน
กระทั่งวันหนึ่งมี Craft Beer เกิดขึ้นมา อัดวัตถุดิบดีที่สุด เพื่อนำเสนอรสชาติอร่อยที่สุด และกลิ่นที่มาสัมผัสได้เต็มมากกว่า ทำให้ Craft Beer กลายเป็นทางเลือกให้กับคนที่ชอบการดื่มเบียร์ และ Craft Beer ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่เป็นเรื่องราวของแต่ละแบรนด์ที่จะปรุงเบียร์ของตัวเอง ออกมาเป็นสไตล์ไหน และอยากให้เรื่องราวเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น “Craft Beer”
“SPACECRAFT” (สเปซคราฟท์) คือ หนึ่งใน Craft Beer ไทยถูกกฎหมาย ที่เข้าสู่ตลาดเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว เลือกใช้ฐานผลิตที่กัมพูชา เริ่มต้นผลิตและจำหน่าย “SPACECRAFT : Liberty 1” และ “SPACECRAFT : Event Horizon” โดยล่าสุดพัฒนาเบียร์น้องใหม่ “SPACECRAFT : Galaxy Express” วางคอนเซ็ปต์เป็นเบียร์ “Everyday IPA” ปรุงไม่ให้รสสัมผัสบาง ดื่มง่าย ไม่ขมเกินไป ขณะที่ชื่อได้แรงบันดาลใจมาจาก Anime ของญี่ปุ่นเรื่อง “Galaxy Express 999” หรือชื่อไทย “รถด่วนอวกาศ 999”
“หลักการของ Craft Beer คล้ายกับ Specialty Coffee ที่ใช้คำว่า Brew และเป็นศิลปะเหมือนกัน ซึ่งคนดื่มกาแฟที่เป็น Specialty Coffee มีทั้งคนที่ดื่มตามกระแส กับคนที่ดื่มจริงจัง โดยคนที่ดื่มตามกระแส เมื่อได้ทดลองดื่มแล้ว รู้สึกพึงพอใจ เขาจะเรียนรู้ศาสตร์กาแฟที่ลึกซึ้งขึ้น เช่นเดียวกันคนดื่ม Craft Beer เมื่อดื่มแล้ว รู้สึกชอบ เขาจะสนใจ และขยับจากเบียร์ทั่วไป มาดื่ม Craft Beer”