เบียร์แอลกอฮอล์ 0% หึ่มแรง ถ้าโดนภาษีโหด จะขอส่งเครื่องดื่ม RTD ทำตลาดแทน

หลังจากตลาดเบียร์ในยุโรปตกลง เพราะเกิดทางเลือกในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่แข่งขันดุเดือดรวมทั้งกระแสสุขภาพ นั่นทำให้ผู้นำในอุตสาหกรรมเบียร์ต้องการทางเติบโตที่ตลาดใหม่ๆ ด้วยการแนะนำสินค้า “เบียร์ 0%แอลกอฮอล์” สู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่นประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา และสร้างกระแสการรับรู้(Awareness)ในกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี แต่ในเส้นทางธุรกิจของ “เบียร์ไร้แอลกอฮอล์” กลับดูมึนเมายิ่งกว่าเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ซะอีก….ด้วยความท้าทายสารพัดเรื่อง 

2019 ปีแห่ง Non-Alcoholic Beer?

จากบทความของ Forbes ซึ่งอ้างอิง รายงานของInternational Wines and Spirits Record (IWSR) ระบุว่า ปี 2019 นี่วงการเบียร์จะเผชิญหน้ากับความท้าทายจากเทรนด์สุขภาพ จนทำให้ผู้ผลิตเบียร์ยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งหลาย พยายามฝ่าทางตันด้วยโปรดักท์ใหม่อย่าง เบียร์ Low Alcohol หรือ Non – Alcohol ซึ่งผลปรากฏว่าเมื่อมีเบียร์รูปแบบนี้เกิดขึ้นมา รายงานของ IWSR ก็พบว่า “52% ของผู้ใหญ่ที่ดื่มแอลกอฮอล์ กำลังลอง หรือเคยลอง(เบียร์ไร้แอลกอฮอล์) เพื่อลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง”

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ในเมื่อมันดื่มแล้วไม่เมา…แล้วจะกินทำไม? คำตอบก็คงเช่นเดียวกับที่โกวเล้งเคยกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้ามิได้ชมชอบการร่ำสุรา แต่ข้าพเจ้าชมชอบบรรยากาศการร่ำสุรา” บางครั้งด้วยภาระหน้าที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามรถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ เช่น ต้องขับรถ ก็อาจจะใช้เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์นี้ สังสรรค์กับเพื่อนๆ แทน หรือกระแสสุขภาพที่ทำให้ไม่อาจดื่มเบียร์ปกติได้ แต่ก็ยังติดใจรสชาติความขมและซ่าเสน่ห์ของเบียร์ที่อื่นทดแทนไม่ได้อยู่

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เครื่องดื่ม low/no alcohol ยังเป็นเซกเมนต์ที่เล็กอยู่มาก โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่แค่ 0.3-0.5% ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่อังกฤษเองก็มีมาร์เก็ตแชร์อยู่แค่ 1.3% กระทั่งปี 2023 ก็มีการคาดการณ์ว่า เบียร์ในกลุ่มนี้จะมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 5% ในตลาดสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ทั้งๆ ที่ตอนนี้เบียร์ดังอย่าง Guinness, Budweiser, Heineken และ   Peroni (แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่ปัจจุบันตกเป็นของ Asahi) ต่างก็เปิดตัวเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ออกมาสู่ตลาดแล้ว

เตรียมเพิ่มแบรนด์ใหม่ สู้ศึกภาษี

ถึงแม้ว่าจะเป็นเทรนด์ในตลาดโลก แต่สำหรับในประเทศไทยภาครัฐความเข้าใจในเรื่องเครื่องดื่มเซกเมนต์นี้ยังมีความไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาษีสรรพสามิต” ซึ่งเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ “อาจจะ” ต้องเสียภาษีถึง 22% เมื่อคิดจากฐานราคาขายต่อขวด/กระป๋อง ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นมีอัตราภาษีอยู่ที่ 14% และเครื่องดื่ม Ready to Drink(RTD) มีอัตราต่ำกว่า 14% จากความแตกต่างของโครงสร้างภาษีนี้ ทำให้แหล่งข่าวรายหนึ่งในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงกับเปิดเผยแผนธุรกิจว่า

“ตอนนี้บริษัทกำลังมองหาพิจารณาทำตลาดเครื่องดื่ม Low-Alcohol RTD เพื่อทดแทนเบียร์ 0% ในเมื่อโครงสร้างภาษียังไม่ชัดเจน เบียร์ 0% กลับถูกคิดในอัตรา 22% เราก็พร้อมที่จะนำเอาเครื่องดื่ม RTD ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ อาจจะ 2% เข้ามาทำตลาด โดยเรามีทางเลือกทั้งในพอร์ตโฟลิโอของบริษัท นอกพอร์ตฯ หรือแม้แต่จะทำ Local Brand ออกมาเราก็พร้อมที่จะผลิต”

คุณธนากร คุปตจิตต์ นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA เคยแสดงความเห็นในเรื่องภาษีในกลุ่มเครื่องดื่มเบียร์ไร้ 0% แอลกอฮอล์ว่า “ในเมืองนอกมีทั้ง ไซเดอร์ ไวน์ ไวน์คูลเลอร์ รัม และเครื่องดื่มคล้ายคลึงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ แต่มีแอลกอฮอล์เป็น 0% ผมมองว่า เครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนักดื่มหน้าใหม่ แต่เป็นการช่วยลดปัญหาหลายๆ เรื่องมากกว่า อาทิ ด้านสุขภาพ ตลอดจนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์การอนามัยโลก ในการที่จะลดปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเมาแล้วขับ”

สินค้านำเข้า การตลาดดี แต่ของขาด

เส้นทางเบียร์ไร้แอลกอฮอล์นอกเหนือจากเรื่องภาษีแล้ว ยังมีหนึ่งโจทย์ที่ต้องแก้ เมื่อตอนนี้เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ที่ทำตลาดในประเทศไทยอยู่ตอนนี้เป็น “สินค้านำเข้า” ที่ไม่ได้ผลิตในประเทศทำให้การกะเกณฑ์ปริมาณเพื่อวางจำหน่าย รวมไปถึงการกระจายสินค้ากลายเป็นความท้าทายที่สำคัญ

โดยทางผู้จัดจำหน่ายระบุว่า ตอนนี้อาจจะยังเร็วไปที่จะบอกถึงความนิยมในระยะยาวของสินค้ากลุ่มนี้ หรือแม้แต่สินค้าของแบรนด์เอง เพราะยังมีปัญหาเรื่องการสั่งสินค้าซึ่งต้องคาดการณ์และส่งคำสั่งซื้อล่วงหน้าหลักเดือน ไปจนถึงการกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค อย่างไรก็ตามภายในระยะ 6 เดือน – 1 ปีทางแบรนด์เชื่อว่าจะสามารถรู้ชัดถึงผลการตอบรับของผู้บริโภค จนนำไปสู่การวางสั่งสินค้าหรือแม้แต่ผลิตได้ดีขึ้น

แนวโน้มในตลาดเครื่องดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์นี้ ดูเหมือนจะเป็นที่จับตามองของ “ผู้บริโภค” ในฐานะทางเลือกใหม่ ที่ชิค คูล ก็แหม…ซด “เบียร์” ในที่ทำงานได้แบบที่เจ้านายก็ว่าไม่ได้อ่ะนะ ขณะเดียวกันในแง่มุมของธุรกิจ นี่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของวงการน้ำเมา ที่ต้องสร้างเซกเมนต์ใหม่ โมดิฟายสินค้าให้สอดรับกับอินไซต์ผู้บริโภค แต่!!!  การเริ่มต้นอะไรใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งกฎเกณฑ์ภาครัฐ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และการบริหารจัดการภายใน จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาด…ในเมื่อสินค้าที่ว่าแน่ สินค้าที่ตรงตามเทรนด์ของโลก แต่เมื่อต้องเจอกับอุปสรรคสำคัญใน Local Market แบบนี้ จะลุยต่อ หรือมองหาทางเลือกใหม่ ดิ้นหนีให้ได้? นี่คือสิ่งที่นักการตลาดในยุค Disruption ต้องเผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้เสมอ…

เหล้าต่อเบียร์ เบียร์ต่อเหล้า ดื่มแบบไหนเมาไวแฮงก์หนัก?

หยุดยาวๆ แบบนี้ ปาร์ตี้ทีต้องมีดื่มกันบ้าง หลายครั้งที่เราจัดชุดใหญ่ ยิ่งดึก ยิ่งมัน แต่ในวินาทีที่กำลังคึกๆ นั้น กลายเป็นว่าแอลกอฮอล์ที่มีอยู่เริ่มพร่องไปพร้อมกับสติ เราเลยเริ่มเข้าโหมด ‘อะไรก็ได้’ จากตอนแรกที่เริ่มด้วยเหล้า หลังๆ ก็เอาเบียร์มาดื่มต่อ ยกแก้วกันไปยกแก้วกันมาจนเริ่มชัตดาวน์ นี่ไม่นับพวกบอมบ์ทั้งหลาย กลับบ้านตื่นเช้ามาก็แฮงก์สิรออะไร

ในวงการนักดื่ม เรามักมีความเชื่อว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์หลายประเภทผสมปนเปกันจะทำให้เราเมาเละเทะและแฮงก์หนักกว่าเดิม ซึ่งบ้านเรามีทั้งเชื่อกันบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่ในยุโรปแถบๆ ทางเหนือ ชาวไอริสดินแดนแห่งเบียร์ดำ ซึ่งการดื่มเหล้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมก็มีคติสอนใจจากโบราณกาลว่า “เบียร์ต่อเหล้าไม่เมาเละ เหล้าต่อเบียร์ เรายังเคลียร์ เบียร์ต่อไวน์เราสบายๆ แต่ไวน์ต่อด้วยเบียร์เธอจะรู้สึกประหลาด”

(Beer before liquor, you’ve never been sicker – Liquor before beer, you’re in the clear!” or “Beer before wine, and you’ll feel fine – Wine before beer and you’ll feel queer!)’ ซึ่งภาษิตทำนองเดียวกันนี้พบในหลายภาษา ทั้งฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ แปลกดีที่ทางยุโรปเชื่อว่าเริ่มด้วยเบียร์แล้วจะโอเค ในขณะทางอเมริกันจะเชื่อคล้ายๆ บ้านเราว่า ไม่ควรดื่มสลับกัน

การดื่มเป็นเรื่องจริงจัง และนักวิทยาศาสตร์เองก็ต้องการหาคำตอบเพื่อไขวิธีการดื่มที่มีคุณภาพให้กับมวลมนุษย์ ว่า เอ้อ ตกลงแล้วการดื่มสลับๆ กันมันมีผลกับความเมาและการแฮงก์จริงไหม แม้จะกินแล้วทำร้ายตับ แต่เราก็ต้องทำร้ายอย่างพอประมาณบ้าง ซึ่งก็ได้คำตอบว่า ความเชื่อก็เป็นเพียงความเชื่อล้วนๆ แต่ที่เรารู้สึกว่าเมาหนักขึ้นอาจเป็นเพราะพฤติกรรมการดื่ม พอเราเริ่มดื่มต่อๆ กันก็เแปลว่าเป็นช่วงที่เรากำลังจัดหนัก ผลของมันก็หนักตามไปด้วย

ดื่มเบียร์ต่อเหล้า เมาหนักกว่า?

ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าความเชื่อเรื่องการดื่มเบียร์แล้วต่อด้วยเหล้าทำให้เรารู้สึกเมาง่ายอาจเป็นเพราะว่า เครื่องดื่มประเภทเบียร์มีแก๊ส เลยอาจเป็นไปได้ว่าการดื่มเบียร์ลงไปก่อนทำให้กระเพาะระคายเคือง พอระคายเคืองแล้วก็เลยดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ง่ายขึ้น

แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า อาการระคายกระเพาะที่ว่าเป็นแค่เรื่องจิ๊บๆ แทบไม่มีผลกับความเมามายอย่างมีนัยสำคัญขนาดนั้น เคล็ดสำคัญที่จะทำให้เมาช้า จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราควรจะดื่มอะไรก่อนหลัง แต่อยู่ที่ขณะเราดื่ม เราควรดื่มพร้อมกับอาหารไปด้วย เพราะอาหารจะช่วยลดการดูดซึมแอลกอฮอล์ลง

Carlton K. Erickson ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยว่าด้วยวิทยาศาสตร์ของการเสพย์ติดที่ University of Texas College of Pharmacy เสนอว่า ไม่เชิงว่าความรู้สึกเมาไวจะเกี่ยวกับปฏิกิริยาของร่างกายต่อการรับแอลกอฮอล์คนละประเภทที่กินก่อนหรือหลัง แต่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มด้วยเป็นสำคัญ

ผู้อำนวยการบอกว่าตามปกติรูปแบบการดื่มของนักดื่มมักไม่ค่อยเริ่มด้วยเหล้าแล้วไปจบที่เบียร์ แต่มักจะเริ่มที่เบียร์ก่อนแล้วไปจบด้วยเหล้าแบบหนักๆ ก่อนจบค่ำคืนอันยาวนาน ดังนั้นนักดื่มเลยมักรู้สึกว่า เจ้าเหล้าชุดท้ายๆ ที่เทลงคอไปนี่แหละที่เราทำให้แฮงก์หนักเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงคือพอนับปริมาณแอลกอฮอล์มวลรวมแล้ว ก็สมควรยิ่งที่จะจอดับและแฮงค์จัดในวันถัดมา

เริ่มด้วยเบียร์แบบความเชื่อยุโรปแฮงก์น้อยกว่า?

ในงานวิจัยจากเยอรมัน ดินแดนแห่งเบียร์ เพิ่งตีพิมพ์เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็พยายามตอบความเชื่อดังกล่าวว่าการเริ่มด้วยเบียร์แล้วไปจบที่ไวน์ทำให้แฮงก์น้อยลงจริงไหม สรุปแล้วงานวิจัยจาก The American Journal of Clinical Nutrition พบว่า จะดื่มสลับๆ กันแค่ไหน ก็ไม่มีผลกับการแฮงก์โอเวอร์มากเลย

ตัวงานวิจัยทดลองในกลุ่มนักดื่ม 90 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างนักวิจัยที่คัดแล้วคัดอีกว่ามีพฤติกรรมการดื่ม ความทนทานต่อแอลกอฮอล์ เคยแฮงก์มากน้อยหรือบ่อยแค่ไหน โดยพยายามคัดให้มีลักษณะใกล้เคียงกันเพื่อความแม่นยำ ซึ่งทั้ง 90 คนจะถูกแบ่งเป็นสามกลุ่มและให้ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมเท่าๆ กัน กลุ่มแรกให้ดื่ม Carlsberg premium Pilsner จนเป่าแอลกอฮอล์ขึ้นที่ 0.05% และให้ไปดื่มไวน์จนกึ่มที่ 0.11% กลุ่มที่ 2 ให้ดื่มกลับกัน (ไวน์ก่อนแล้วค่อยเบียร์) กลุ่มที่สามให้ดื่มอย่างใดอย่างหนึ่ง

วิธีการทดลองคือ พอจบรอบการดื่ม วันรุ่งขึ้นพอกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่มีแอลกอฮอล์ในลมหายใจแล้ว นักวิจัยก็จัดการเก็บข้อมูลอาการแฮงก์จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น กลุ่มตัวอย่างก็จะได้สลับรูปแบบการดื่มแอลกอฮอล์ ไปทดลองวิธีดื่มในรูปแบบอื่นๆ ต่อ

ผลการศึกษาพบว่า ความเชื่อเรื่องดื่มอะไรก่อนหลังส่งผลกับอาการแฮงก์นั้นไม่มีอะไรจริงเลยซักนิด นักวิจัยพบแค่ว่าผู้หญิงมีแนวโน้มจะแฮงก์หนักกว่าผู้ชายเล็กน้อย ในขณะที่มาตรวัดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย ประสบการณ์การดื่ม ต่างไม่สามารถใช้เป็นเครื่องทำนายอาการแฮงก์ได้เลย สรุปก็คือขึ้นอยู่กับตัวบุคคลล้วนๆ

สุดท้ายแล้ว เหล้า-เบียร์-ไวน์ ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมวลมนุษย์มาอย่างช้านาน แต่อาการต่อเนื่องจากการเมามาย เช่น อาการแฮงก์ยังเป็นปริศนาสำหรับโลกวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กันอยู่ มีเพียงคำอธิบายคร่าวๆ เช่น ดื่มเบียร์อาจจะแฮงก์น้อยกว่า เพราะแม้เบียร์จะค่อนข้างมีปริมาณเยอะแต่ก็มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เข้มเท่าการดื่มเหล้า เราเลยค่อยๆ ดื่มและค่อยๆ รับแอกอฮอล์ไปทีละนิด ต่างกับการกระดกเหล้าเป็นช็อตๆ

หนึ่งในคำอธิบายที่พอจะยอมรับอย่างกว้างขวางว่าอาจเกี่ยวกับอาการแฮงก์คือภาวะขาดน้ำ (dehydration) คำแนะนำสำคัญคือขณะที่เรากำลังลั้นลาก็ต้องอย่าให้ร่างกายเราขาดน้ำ วิธีการง่ายๆ ก็แค่หมั่นดื่มน้ำบ่อยๆ กฏพื้นๆ คือดื่มแอลกอฮอล์ไปเท่าไหร่ก็ดื่มน้ำตามไปเท่านั้น และหลังดื่มเสร็จก็เติมออกซิเจนให้สมองด้วยการไปเดินเบาๆ ก่อนนอนซักนิด ก็อาจจะพอช่วยป้องกันและบรรเทาอาการแฮงก์ได้บ้าง

แต่ไม่ว่ายังไงก็อย่าลืมว่า ดื่มไม่ขับ เมาไม่สร้างความเดือดร้อนกันเนอะ

ที่มาของเบียร์-สุราในไทย ราคายุคแรก ขายขวดละกี่บาท?

พระยาภิรมย์ภักดีนำพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และเสด็จกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ดูงานก่อสร้างอาคารหม้อต้มของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ทรงรับสั่งว่า “สนุกดี จะกลับมาดูอีก” (ภาพจากหนังสือ ประชาธิปก พระบารมีปกเกล้า)

“เบียร์” และ “สุรา” เป็นเครื่องดื่มประเภทที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมการกินของมนุษย์มายาวนาน เครื่องดื่มกลุ่มนี้ถูกใช้ในสถานการณ์แตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนมักนิยมใช้ดื่มเพื่อสร้างความรื่นรมย์ในชีวิต หากจะย้อนกลับไปถึงที่มาของเครื่องดื่มประเภทนี้ในไทย เกร็ดข้อมูลหลายอย่างก็น่าสนใจทีเดียว

ในเมืองไทยนั้นสุราเกิดขึ้นมาก่อนเบียร์ หนังสือ “โลกของเบียร์ : The World Beer Guide” โดย นพพร สุวรรณพานิช อธิบายถึงประวัติสุราและเบียร์ไทยว่า สุราเกิดมาก่อนในสมัยทวาราวดี, สุโขทัย, อยุธยา และรัตนโกสินทร์ แต่มีหลักฐานในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททองราวปี พ.ศ. 2178 ว่ามีกฎหมายลักษณะธรรมนูญว่าด้วยการจัดเก็บภาษีสุรา ดังปรากฏในบันทึกของ เดอ ลาร์ลูแบร์ ว่า “อากรสุราเก็บตามจำนวนเตาที่ตั้งต้มขาย”

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ว่า มีการต้มกลั่นก็เก็บตามจำนวนเตา ในกรณีที่ต้มกลั่นตามใจ ก็เก็บตามจำนวนชายฉกรรจ์ และคนที่ขายสุราก็โดนเก็บไปด้วย โดยคิดเป็นรายโอ่งหรือรายเท เทละ 19 ลิตรเศษ ต่อมาถึงคิดเป็น 20 ลิตร ในยุคหลังคิดเป็นลิตร ไม่เป็นเทหรือโอ่ง

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 มีพระราชดำริว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธไม่ควรที่คนไทยจะหมกหมุ่นกับสุรา แต่การต้มกลั่นนั้นก็เพื่อทำเป็นเวชภัณฑ์ จึงทรงห้ามมิให้ต้มกลั่นแบบเสรี แต่โปรดให้ตั้งโรงต้มกลั่นขึ้นที่ตำบลบางยี่ขัน ซึ่งในขณะนั้นมีคนจีนมาประมูลเหมาต้ม ชาวบ้านเรียกกันว่า เหล้าโรง เป็นเหล้าขาวที่ทำขึ้นจากหมักส่า จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า ภาษีขายอากรสุรา หรือเจ้าภาษีนายอากรสุรา ซึ่งในปัจจุบันเรียกกันว่า ภาษีอากร เก็บโดยกรมสรรพสามิต

ทั้งนี้ ชื่อสุราส่วนใหญ่มักตั้งชื่อเป็นสัตว์ เช่น หงส์ทอง, แมวดำ บ้างเป็นชื่อในวรรณคดี บางทีก็เป็นชื่อที่ต้องการล้อวิสกี้ เช่น ม้าขาว, วิสครีม บางครั้งก็ตั้งชื่อตามโรงภาพยนตร์ เช่น คิงส์, ควีนส์ เป็นต้น ซึ่งเมรัยเกิดจากการนำธัญพืชที่มีแป้งเป็นวัตถุดิบมาหมักไว้ระยะหนึ่งจนเกิดแอลกอฮอล์ เรียกกันว่า น้ำตาลเมา แต่สุราต้องนำมากลั่นต่อเพื่อให้ได้ปริมาณแอลกอฮอล์ที่แรงขึ้น

แต่เบียร์ต่างจากสุรา เพราะเบียร์เกิดจากการหมักส่า คล้ายกะแช่ที่ทำจากน้ำตาลสด คล้ายกับอุที่หมักจากข้าวเหนียวกล้อง แต่เบียร์หมักจากข้าวบาร์เลย์

ส่วนเบียร์ไทยนั้นเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) เดินทางไปศึกษาโรงเบียร์ที่เวียดนามและเยอรมนีในแคว้นบาวาเรีย และต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด ในวันที่ 4 สิงหาคม 2476 มีนายประจวบ ภิรมย์ภักดี เป็นผู้ควบคุมการผลิต

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2477 เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ได้ทรงเปิดป้ายบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ ซึ่งในขณะนั้นขายเพียงขวดละ 32 สตางค์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทผลิตเบียร์แห่งแรกในไทยอย่างเป็นทางการ

ปัจจุบัน “เบียร์” และ “สุรา” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน ในขณะเดียวกันก็เป็นสินค้าอันดับต้นๆ ที่สร้างรายได้ให้บริษัทผู้ผลิตอย่างมหาศาล

5 ร้านเบียร์ดีที่สุดในกรุงเทพฯ

หาบาร์สุดโปรดและร้านนั่งชิวแห่งใหม่กันเถอะ ใครที่ชอบนัดแฮงค์เอาท์กับเพื่อน ต้องหาร้านเจ๋งๆ ไว้สำหรับคราวหน้าจะได้คุยอย่างอรรถรสกับร้านเบียร์ทั้งหมดที่เรานำมาฝาก

Craft

จิบคราฟท์เบียร์เบาๆ เคล้ากับแกล้มรสอร่อยจาก Craft ร้านโอเพ่นแอร์ในบรรยากาศชิคๆ ด้วยการใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการตกแต่ง จนทำให้แหล่งแฮงก์เอาท์แห่งนี้มีบรรยากาศเป็นกันเองไม่ว่าจะชวนแก๊งเพื่อนมาสนุก หรือจะจิบคราฟท์เบียร์เงียบๆคนเดียวก็ชิคได้ไม่แพ้กัน จุดเด่นของที่นี่ก็คือการเสิร์ฟ “คราฟท์เบียร์” ซึ่งส่วนใหญ่มาจากฝั่งอเมริกา แต่ก็มีคราฟท์เบียร์สัญชาติไทยด้วย โดยมีให้เลือกหลายแบรนด์ ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีรสชาติเฉพาะ จนกลายเป็นความสนุกที่ได้ลิ้มลองคราฟท์เบียร์ที่มีรสชาติไม่ซ้ำกัน อาทิ Pfeifferhorn Lager, Pacific Wonderland, Summer Solstice เป็นต้น นอกจากนี้ที่นี่ยังมีคราฟท์เบียร์สดที่มีคาแร็คเตอร์เฉพาะให้เลือกลิ้มลองอีกด้วยส่วนเมนูอาหารนั้นก็มีทั้งเมนูง่ายๆ กินเป็นกับแกล้มและอาหารจานพิเศษสัญชาติตะวันตกอย่าง Prosciutto Pizza พิซซ่าโฮมเมดแป้งบางกรอบที่พิเศษด้วย Serrano Ham หรือ Tacos al pastor อาหารประจำชาติของเม็กซิโก

พิกัด: ซอยสุขุมวิท 23 เวลา: เปิดทุกวัน เวลา 12.00 – 00.00 น.

Bottles of Beer

Bottles of Beer

ดื่มสบายๆ ราคาเป็นกันเอง ที่ Bottles of Beer จัดพื้นที่บริเวณชั้นล่างของร้านเต็มไปด้วยเบียร์ขวดเต็มหิ้งที่นำเข้ามาจากทั่วโลก ตั้งแต่ Hitachino จากญี่ปุ่น จนถึง Heretic จากแคลิฟอร์เนียและ Holgate จากออสเตรเลีย แอบได้ยินมาว่ามีเบียร์ที่ปราศจากกลูเตน และไซเดอร์ด้วยนะ มีโต๊ะยาวอยู่ตรงกลางเหมาะสำหรับนั่งคุยกับเพื่อนใหม่ หรือจะหลบไปนั่งโต๊ะส่วนตัวด้านบนก็ได้ นอกจากนี้ถ้าสั่งเบียร์ 6 ขวดจะได้ราคาขายส่ง เหลือประมาณ 150-200 บาท/ขวดเท่านั้น! โปรโมชั่นวันพฤหัส ทุกเมนูเบอร์เกอร์ลดทันที 50% เมื่อคุณดื่มเบียร์ที่ร้าน

*สำหรับลูกค้าทานที่ B.O.B เท่านั้น (จำกัด เบอร์เกอร์ 1 ชิ้น ต่อ1 ท่าน)

พิกัด: ซอยสุขุมวิท 34 โทร. 02-040-0473 เวลาทำการทุกวัน 17:00-00:30น. BTS ทองหล่อwww.bottlesofbeer.co

Hair of the Dog

Hair of the Dog

ดูบรรยากาศแล้วไม่ค่อยแน่ใจว่าเรากำลังมาหาอะไรดื่มที่นี่หรือมาผ่าตัด แต่บอกตรงนี้ว่าตกแต่งได้เจ๋งมาก เหมือนกำลังนั่งจิบเบียร์ท่ามกลางบรรยากาศในหนัง sci-fi แค่โต๊ะยาวที่จริงๆ แล้วเป็นเตียงเหล็กในโรงพยาบาลก็หลอนสุดๆ ทุกคืนที่ Hair of the dog มีแท็ปเบียร์อย่างน้อย 13 ชนิดสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้ได้ลองชิม เช่น Modern Times Fortunate Island Wheat และAmager Shadow Pictures Double IPA ราคาอยู่ที่ 220-430 บาท แถมทุกแท็ปยังลด 50% ทุกวันพุธสำหรับสาวๆ คอเบียร์ด้วยนะ

พิกัด: ชั้น 2 อาคารมหาทุนพลาซ่า ถ. เพลินจิต เวลาทำการ ทุกวัน 17.00-23.00 น. BTS เพลินจิต

Goldencoins Taproom

Goldencoins Taproom

บาร์คราฟต์เบียร์ที่รินเสิร์ฟเฉพาะเบียร์ Golden Coins ของตัวเองที่เขาดั้นด้นไปทำในเวียดนามและนำมากลับมาขายในไทยอย่างถูกกฏหมายในชื่อ Goldencoins Taproom ตั้งแต่ปี 2011 บาร์นี้มีทั้งหมด 6 แท็บไหลเวียนหล่อเลี้ยงด้วยเบียร์ Golden Coins (แก้วละ 180 บาท) ทั้ง IPA, White IPA, Pale Ale, Amber Ale, Happy Stout และตัวใหม่อย่าง Wish Do! นอกจากนี้ยังมีของกินเล่นอย่างไส้กรอกแหนมรวม (180 บาท) ให้เคี้ยวกันเพลินๆ ถ้าอยากอิ่มจริงจัง จะสั่งเบอร์เกอร์หรือสเต็กมากินก็ยังได้

พิกัด: Ekamai Shopping Mall (เวิ้งโบราณ) เอกมัย10 เวลาทำการ 17.00-02.00 น. โทร. 082-675-9673 BTS เอกมัย

Brewix

Brewix

ร้านขนาดกำลังพอดีที่เต็มไปด้วยเบียร์นำเข้าและคราฟต์เบียร์ที่ได้คัดเลือกมาอย่างดี การันตีว่าทุกคืนจะมีเบียร์สด 6 ประเภทซึ่งจะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ อาทิ Brewdog Punk IPA, Guinness (250 บาททุกแก้ว) นอกจากนี้ยังมีไซเดอร์สดของ Brothers Cider ด้วยสำหรับสาวๆ ที่ชอบเครื่องดื่มรสหวานมากกว่า ถ้าไม่มั่นใจว่าชอบแบบไหน ทางร้านมีบริเวณ Tasting set ให้เราสามารถลองจิบเบียร์จากแท็ปได้ทุกประเภทก่อนจะตัดสินใจสั่งเบียร์ขวดราคาเริ่มต้นที่ 180-500 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทและความหายากของเบียร์นำเข้า ภายในร้านเปิดไฟสลัวๆ สร้างอารมณ์อุ่นๆ ขณะดื่มได้อย่างดี แต่ในวันที่อากาศดีลองออกไปนั่งบริเวณด้านหน้าร้านดูก็ได้ ชิลมากไม่แพ้กัน

พิกัด: Aqua ถนนพหลโยธิน โทร. 02-616-6899 เวลาทำการ ทุกวัน 17:00-00:00น. BTS สะพานควาย

วิธีง่ายๆในการสั่งคราฟท์เบียร์

เราได้มีโอกาสดื่มเบียร์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง ผู้ผลิตเบียร์ขนาดเล็กตามท้องถิ่นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ไลท์เบียร์มีความนิยมน้อยลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ในปัจจุบัน มีจำนวนอยู่ที่ราวๆ 3,000 แห่งทั่วโลก ทำให้การเข้าถึงคราฟท์เบียร์ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป การเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตคราฟท์เบียร์ทำให้เมนูคราฟท์เบียร์มีความหลากหลาย และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แม้แต่เมนูคราฟท์เบียร์ที่พบทั่วไปยังมีคำแปลกๆโผล่มา เช่น “nitro,” “IBU” และ “flux capacitor” ทำเอานักดื่มธรรมดาๆที่เพิ่งเริ่มอยากจะหันมาดื่มคราฟท์เบียร์อย่างเราๆ งงว่า มันหมายถึงอะไร? มันคืออะไร? แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจ ถอดใจ และปิดโอกาสตัวเองไม่ให้ได้ลิ้มลองเบียร์ใหม่ๆเหล่านั้น

เพื่อช่วยคุณตัดผ่านคำศัพท์ยากๆเหล่านั้น เราจึงได้พูดคุยกับคุณ Greg Engert ผู้อำนวยการด้านเบียร์บริษัท Neighborhood Restaurant Group ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย และวอชิงตัน ดี.ซี. เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล James Beard Award เมื่อไม่นานที่ผ่านมานี้

คุณ Engert ยอมรับว่า โลกของคราฟท์เบียร์มีความ “น่าทึ่ง” แต่มันก็ยังแฝงไปด้วย “ความโอหังอยู่บ้าง” ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเลย คุณจึงควรลืมภาพจำที่โอเวอร์ ซับซ้อนเกี่ยวกับประสบการณ์ในการเข้าบาร์คราฟท์เบียร์ที่คุณเคยพบเจอมา เพียงทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้

ขั้นตอน 1: พูดคุยกับบาร์เทนเดอร์หรือพนักงานเสิร์ฟ

สำหรับบาร์คราฟท์เบียร์ที่แท้จริงแล้ว พวกเขาจะมีการจัดฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้สามารถให้คำแนะนำกับลูกค้าได้เกี่ยวกับคราฟท์เบียร์ต่างๆที่มีอยู่บนเมนู แน่นอนว่า พนักงานทุกคนอาจไม่รู้ในทุกๆรายละเอียดเกี่ยวกับคราฟท์เบียร์ทุกฉลาก แต่อย่างน้อย พวกเขาก็จะสามารถให้คำแนะนำได้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเกี่ยวกับสไตล์ของเบียร์นั้นๆ ส่วนประกอบโดยทั่วไป ตลอดจนสามารถพอแนะนำได้ว่า เบียร์สไตล์ไหนน่าจะเหมาะกับนักดื่มเช่นคุณ ซึ่งคุณ Engert แนะนำให้คุณเพียงจำไว้ว่า “คุณกำลังไปหามืออาชีพ” ไม่ใช่นักทายใจ

สิ่งที่คุณต้องรู้เป็นอย่างน้อย คือ คุณควรต้องรู้ว่า คุณชอบดื่มเบียร์ที่มีรสชาติแบบไหน พยายามนึกชื่อยี่ห้อเบียร์ที่คุณเคยดื่มแล้วชอบให้ออก ถึงแม้จะเป็นความทรงจำที่เลือนรางมากๆก็ตาม ยิ่งจำได้มากยิ่งดี เพราะจะช่วยให้พนักงานที่ร้านสามารถให้คำแนะนำที่แม่นยำมากขึ้น ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

เช่น คุณเคยทานเบียร์ Sierra Nevada Pale Ale แต่คุณไม่ชอบเบียร์รสชาติแบบนั้นเลย คุณกลับหลงรัก Blue Moon มากกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่า คุณมีแนวโน้มที่จะชอบเบียร์ที่มีรสชาติของสมุนไพร ฟรุตตี้ มากกว่าเบียร์ที่รสขม และอิ่มไปด้วยรสของดอกฮ็อพ ด้วยข้อมูลลักษณะนี้ บาร์เทนเดอร์จะเลือกเบียร์ที่มีรสชาติหวาน ฟรุตตี้นำ อย่างเช่น เบียร์ German Hefeweizen เป็นต้น ให้กับคุณ

บาร์เบียร์หลายแห่ง เลือกที่จะทำให้การเลือกสั่งเบียร์เป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับลูกค้า โดยพวกเขาจะจัดหมวดเบียร์ตามรสชาติ มากกว่าที่จะแบ่งตามสไตล์ หรือแหล่งผลิต

เรื่องรสชาติ: หากยึดตามหลักของคุณ Engert แล้ว เขาแบ่งเบียร์ออกเป็น 7 หมวดรสชาติกว้างๆ ได้แก่ Crisp, Malt, Hop, Roast, Smoke, Fruit & Spice และ Tart & Funky แต่ละหมวดก็ยังจะมีคุณลักษณะที่แตกย่อยลงไปอีก แต่ในกรณีที่เบียร์มีคุณลักษณะที่เหลื่อมกันระหว่าง 2 หมวดรสชาติ เช่น เบียร์หมวด Crisp บางตัวอาจให้ปลายสัมผัสที่มีรสขม ผสมรสของดอกฮ็อพ คุณ Engert เลือกที่จะใช้แบบทดสอบ “รสชาติที่ไม่พึงปรารถนา” ซึ่งเป็นการค้นหารสชาติที่นักดื่มเบียร์คนนั้นๆไม่ชอบ เมื่อรู้จุดนี้ได้ ก็จะช่วยให้สามารถจัดหมวดรสชาติที่ถูกต้องให้กับเบียร์ฉลากนั้น และให้คำแนะนำกับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง

บาร์เบียร์หลายแห่งทั่วอเมริกาได้นำหลักการแบ่งหมวดรสชาติเบียร์ของคุณ Engert มาใช้ ซึ่งยังมีประโยชน์สำหรับนัก(หัด)ดื่มคราฟท์เบียร์ ให้พวกเขาสามารถเข้าใจรสชาติเบียร์ที่ตนเองชื่นชอบได้ง่ายขึ้น

(Mark Byrnes/CityLab)

เรื่องสไตล์: หากคุณรู้แล้วว่าเบียร์สไตล์ไหนที่คุณชื่นชอบ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่อย่าลืมว่ามันขึ้นอยู่กับการตัดสินของแต่ละบุคคล คุณ Engert กล่าวว่า “สำหรับบางคน เบียร์ฉลากหนึ่งอาจถูกตัดสินว่าเป็นเบียร์สไตล์ IPA แต่สำหรับอีกคน อาจมองว่ามันคือ American pale ale” ทางที่ดี ให้อ่านส่วนประกอบบนฉลาก (หรือสอบถามจากบาร์เทนเดอร์) เพื่อที่จะได้รู้ว่าเบียร์ฉลากนั้นน่าจะมีรสชาติเป็นอย่างไร

คุณ Engert ยังแนะนำให้คุณพยายามหลีกเลี่ยงสั่งเบียร์ โดยบอกชื่อของประเทศที่ผลิต เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร “เบียร์ไม่เหมือนกับไวน์ เพราะรสชาติของไวน์สามารถเชื่อมโยงเข้ากับแหล่งปลูกองุ่นในแต่ละภูมิภาคได้” เบียร์อเมริกันก็สามารถทำออกมาเป็น “เบียร์สไตล์เบลเยี่ยม” ได้ ในขณะที่เบียร์เยอรมันมีรสชาติออกเปรี้ยว, มีกลิ่นควัน หรือเบค่อน ไม่ไลท์ หรือสดชื่นเหมือนคุณลักษณะสำคัญทั่วไปของเบียร์ลาเกอร์ ดังนั้น เวลาสั่งเบียร์ ให้คำนึงถึงรสชาติ และสไตล์เป็นหลัก

ขั้นตอน 2: ขอชิมเบียร์ตัวอย่าง

โดยทั่วไปแล้ว บาร์คราฟท์เบียร์ส่วนใหญ่จะมีตัวอย่างเบียร์ให้คุณได้ชิมก่อนสั่ง ดังนั้น คุณควรสั่งมาชิมสัก 2-3 ตัวอย่างก่อนสั่งจริง “ไม่ควรต้องรู้สึกเกรงใจที่จะขอชิม ให้พูดไปเลย ‘ขอผมชิมตัวนี้หน่อยได้ไหมครับ?’” คุณ Engert กล่าว มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเขินอายแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ควรชิมเบียร์ทุกตัวบนเมนู

ขั้นตอน 3: เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ให้สั่งได้เลย และไม่ต้องตกใจกับขนาด, ทรงแก้ว หรืออุณหภูมิของเบียร์ที่จัดเสิร์ฟ

ไม่ใช่เบียร์ทุกแบบ ทุกสไตล์ ที่จะเสิร์ฟแบบเย็นๆใส่น้ำแข็ง โดยหลักการทั่วไปแล้ว เบียร์สไตล์ลาเกอร์มักเสิร์ฟแบบเย็นๆในแก้วทรงตรง ในขณะที่เบียร์ที่มีเนื้อค่อนข้างหนัก มักเสิร์ฟในอุณหภูมิกลางๆ ในแก้วทรงดอกทิวลิป หรือทรงแก้วอ้วนที่เรียกกันว่า “snifter” นอกจากนี้ เรื่องของราคาก็เป็นปัจจัยสำคัญ อย่างเช่น เบียร์ IPA บางตัวไม่จำเป็นต้องเสิร์ฟในแก้ว snifter เพื่อช่วยในการปลดปล่อยรสชาติ แต่อาจเสิร์ฟในแก้วทรงมาตรฐานขนาด 10 ออนซ์แทน เนื่องจากมันอาจมีราคาสูงถึง $20 ต่อแก้ว อีกอย่าง เบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง คุณก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องดื่มเยอะขนาดนั้น

ขั้นตอน 4: บ่นได้แต่ต้องมีเหตุผลที่ดี

เป็นเรื่องปรกติที่เมื่อเวลาคุณสั่งเบียร์ตัวแปลกๆมาทานแล้วอาจรู้สึกไม่พอใจในรสชาติ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่คุณจะอ้างกับพนักงานเพื่อขอเงินคืน หรือขอเปลี่ยนเป็นเบียร์ตัวอื่นแทน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณได้ชิมเบียร์ตัวอย่างมาก่อนหน้านี้แล้ว) อย่างไรก็ตาม คุณ Engert แนะนำว่า คุณก็สามารถบ่นต่อพนักงานได้ในกรณีดังต่อไปนี้

  • แก้วเบียร์ที่เสิร์ฟอุ่นเกินไป (กรณีนี้มักเกิดขึ้นจากการที่พนักงานหยิบแก้วที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆหลังล้างเสร็จแล้ว)
  • เบียร์มีรสชาติเปรี้ยวเกินไป ทั้งๆที่ไม่มีระบุบนฉลากว่า มันเป็นเบียร์ที่มีรสชาติเปรี้ยวนำ (ซึ่งเป็นไปได้ว่า เบียร์อาจเกิดการ “ติดเชื้อ”)
  • ฟองเบียร์ไม่ฟูฟ่อง หรือที่เรียกกันว่า “flat” (ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า แก้วเบียร์ถูกล้างไม่สะอาด น้ำยาล้างจานยังถูกล้างออกไปไม่หมด ซึ่งไปทำปฎิกริยาทำให้ฟองเบียร์ไม่ฟ่องขึ้น)

ขั้นตอน 5: จำไว้ว่า มันก็แค่เบียร์!

ดื่มเบียร์ ต้องดื่มให้สนุก! อย่าให้เพื่อน “กูรูเบียร์” ของคุณมาสร้างกฎนู่นนี่นั่น เยอะเกินไปจนทำให้ช่วงเวลาที่มีความสุขนี้ของคุณ หมดไปเด็ดขาดครับ

Craft Beer Craze 5 สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนดื่ม ‘คราฟต์เบียร์’

ก่อนจะเปิดขวด ‘คราฟต์เบียร์’ เครื่องดื่มสุดฮิตประจำปีขึ้นดื่ม ตอบตัวเองได้หรือยังว่าทำไมต้องคราฟต์เบียร์ ถ้ายังไม่แน่ใจ นี่คือ 5 สิ่งที่ควรรู้และเทคนิคการเลือกเบียร์ ที่จะทำให้การจิบคราฟต์เบียร์ของคุณนุ่มลึกกว่าที่เคย

1. หาเบียร์ที่ชอบให้เจอ

ลืมคำว่า ‘คราฟต์’ ไปสักครู่ ว่ากันที่เบียร์กว้างๆ ก่อน ลองหารสชาติที่ตัวเองชอบ อาจเริ่มจากเบียร์ที่เคยดื่ม (เช่น เบียร์โลคัลอย่าง สิงห์, ลีโอ, ช้าง, Heineken หรือเบียร์มหาชนอย่าง Hoegaarden, Stella Artois และ Leffe) แล้วดูว่าชอบแบบไหน เพราะทุกยี่ห้อที่ว่ามาเป็นเบียร์คนละสไตล์แทบทั้งหมด มีรสชาติแตกต่างกัน หรือถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน แนะนำให้ลองเบียร์สาย traditional อย่าง German Weizen (เยอรมัน ไวเซ่น) เช่น Paulaner หรือ Belgian Witbier (เบลเยียน วิตเบียร์) เช่น Hoegaarden และ Lager (ลาเกอร์) เช่น Stella Artois, Budweiser และอื่นๆ ที่เราหาได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วหาความชอบของตัวเองให้เจอ

“วิธีที่ง่ายที่สุดคือไปกินกับเพื่อนที่พอจะมีความรู้เรื่องเบียร์ แล้วก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อันนี้ Stout อันนี้ IPA อันนี้ Fruit Beer มันจะเกิดการทดลอง ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า คนที่จะรักกินเบียร์จริงๆ มันกินอะไรก็ได้ อร่อยไม่อร่อยอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันจะไม่ผิดหวังที่ได้กิน”

2. เข้าใจคำว่า ‘คราฟต์เบียร์’

คราฟต์เบียร์’ ที่เราพูดถึงและกำลังเป็นเทรนวันนี้ หมายถึงการทำเบียร์สไตล์อเมริกัน โดยผู้ผลิตเบียร์ต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่าง (กำหนดโดย Brewers Association) คือเป็นโรงเบียร์ขนาดเล็ก เจ้าของเป็นผู้ถือหุ้นมากกว่า 75% (Independent) และใช้วัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติทั้งหมด ห้ามใส่วัตถุดิบสังเคราะห์กลิ่นหรือรสเพื่อลดต้นทุน ถ้าจะใส่ต้องใส่เพื่อให้มีกลิ่นและรสชาติดีขึ้นเท่านั้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคราฟต์เบียร์ถึงรสชาติ ‘เรียล’ กว่า Commercial Beer

“คำว่า ‘คราฟต์เบียร์’ ที่พูดกัน หมายถึงการทำเบียร์สไตล์อเมริกัน แต่ความคราฟต์ในความหมายว่าพิถีพิถัน ที่อื่นก็มีหมดนะ อย่างในเบลเยียมน่าจะมีโรงเบียร์สัก 2,000-3,000 โรง และเบียร์ก็ดีหมด แต่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าคราฟต์ เพราะเขาคราฟต์กันมา 500 ปีแล้ว”

3. คราฟต์เบียร์สไตล์อเมริกันที่นิยมทำกันมากจะ ‘ขม’ เพราะเน้นการใช้ฮอปส์

เมื่อรู้จักว่าคราฟต์เบียร์คืออะไรแล้ว ต้องบอกก่อนว่าดื่มเข้าไปแล้วจะเจอรสชาติประมาณไหน 70-80% ของคราฟต์เบียร์ทุกวันนี้มาจากฝั่งอเมริกา ต่อให้คราฟต์เบียร์ยี่ห้อนั้นจะผลิตในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ก็เป็น ‘อเมริกันสไตล์’ คือเน้นการใช้ฮอปส์ (hops) เป็นพระเอก เช่น คราฟต์เบียร์ประเภท IPA (India Pale Ale) ที่มีรสชาติขมเป็นเอกลักษณ์และหอมดอกฮอปส์ชัดเจน แตกต่างจากเบียร์โลกเก่าของเยอรมนีหรือเบลเยียมที่เน้นรสชาติ ความหอมจากมอลต์ แหล่งน้ำ และฮอปส์ แต่กลิ่นและรสชาติของฮอปส์จะไม่ได้โดดเด่นเท่าเบียร์ IPA

“ถ้ามีคนบอกว่าอยากกินคราฟต์เบียร์ แล้วอยากกิน IPA หรือ Pale Ale ก็เรื่องหนึ่ง แต่ตัวเองชอบสไตล์ Weizen ก็ควรจะเลือกที่ดีที่สุด คือไปทางเบียร์เยอรมัน ไม่ต้องจำกัดว่าต้องเป็นคราฟต์ก็ได้ เพราะคราฟต์เบียร์แบบอเมริกันเน้นการใช้ฮอปส์ รสชาติจะขมกว่า ถ้าคุณไม่ได้ชอบทางนี้จะมาฝืนกินทำไม”

4. คราฟต์เบียร์ไม่ได้ดีกว่าเบียร์ทั่วไป

แม้คราฟต์จะมีความโฮมเมดและรสชาติเรียลกว่า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะอร่อยกว่าเบียร์ทั่วไป เพราะสุดท้ายความอร่อยหรือไม่อร่อยขึ้นอยู่กับความชอบและ ‘ลิ้น’ ของแต่ละคน เช่น ถ้าคุณชอบสไตล์ Weizen Beer เช่น Paulaner ซึ่งเป็นเบียร์รสชาติดั้งเดิมสไตล์เยอรมัน ก็ไม่จำเป็นต้องดื่มคราฟต์เบียร์ แต่ถ้าชอบรสชาติขมที่มาจากฮอปส์ของเบียร์ประเภท IPA (คราฟต์เบียร์สไตล์อเมริกัน) แน่นอนคุณอาจจะชอบคราฟต์เบียร์

“คนส่วนใหญ่มองว่าสมัยนี้ต้องกินคราฟต์เบียร์อย่าง BrewDog, Evil Twin, Rogue หรือ Stone ตั้งไว้แล้วมันเท่ ถ้าพูดแบบนี้แปลว่ากินไว้ถ่ายรูปละ ผมว่าคนที่ชอบกินเบียร์จะสนใจสิ่งที่กำลังจะกินเข้าไปมากกว่าขวด สิ่งที่แบรนด์พวกนี้มีคือคอนเซปต์ในการผลิตที่ชัดเจน ซึ่งเป็นตัวแทนแนวคิดของความเป็นขบถ ไม่อยากอยู่กับอะไรเดิมๆ แต่อย่าไปมองว่าคราฟต์เบียร์ดีกว่า อร่อยกว่า เท่กว่า ซึ่งไม่จริง เพราะมันไม่ได้ดีกว่าหรืออร่อยกว่าเสมอไป”

5. มีคราฟต์เบียร์ไทยแล้วนะ

วันนี้คราฟต์เบียร์จากญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ มีชื่อเสียงพอๆ กับอเมริกา ส่วนกิจกรรมการต้มเบียร์ในประเทศไทย แม้จะเพิ่งเริ่มต้นช่วงปลายปี 2011 แต่มีคนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจและทำคราฟต์เบียร์ของตัวเอง ไม่ใช่เฉพาะแค่ Chit Beer แต่ยังมียี่ห้อต่างๆ เพิ่มขึ้นมาให้เห็นเรื่อยๆ อย่าง Devanom, Golden Coins และ Triple Pearl และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากที่สังเกตพบว่า คราฟต์เบียร์ไทยส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์อเมริกัน แต่ก็มีบางเจ้าที่ใช้สูตร German Beer Purity Law ของเยอรมัน เพราะฉะนั้นจะดื่มคราฟต์เบียร์ยี่ห้อไหน จะไทยหรือเทศ หรือจะเลือกดื่มเบียร์ทั่วไป ก่อนจะตอบคำถามนี้ อาจเริ่มจากหาความชอบของตัวเองให้เจอก่อน ด้วยการย้อนกลับไปอ่านข้อที่ 1.

“แรกๆ ที่เราเริ่มกินเบียร์ อาจจะยังหารสที่ชอบไม่เจอ เพราะว่าไม่กล้าลอง แต่วันหนึ่งถ้าเปิดใจลองไปเรื่อยๆ เราอาจจะตอบตัวเองได้ว่าเราชอบอะไร เปิดใจครับ ผมว่าเบียร์เป็นเรื่องสนุก”

FACT BOX:

  • Beercyclopedia: เพจให้ความรู้เรื่องเบียร์ รีวิวเบียร์ยี่ห้อต่างๆ และเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักเบียร์ ก่อตั้งเมื่อปี 2011 โดย คิว-ณัทธร วงศ์ภูมิ
  • German Beer Purity Law 1516: กฎควบคุมการผลิตเบียร์ของเยอรมนี (หรือ Reinheitsgebot 1516 ในภาษาเยอรมัน) เริ่มใช้เมื่อปี 1516 กำหนดให้การทำเบียร์ใช้ส่วนผสมแค่ 3 ชนิด ได้แก่ น้ำ มอลต์ และฮอปส์ แต่หลังจากโลกรู้จักยีสต์ (ค.ศ.1857) เมื่อพูดถึงกฎดังกล่าว คนก็มักจะรวมยีสต์เข้าไปเป็นส่วนผสมตัวที่สี่ ถึงแม้ตัวบทจะไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Reinheitsgebot 1516: ว่ากันเรื่องของความ ‘บริสุทธิ์’ ในเว็บไซต์ Beercyclopedia
  • Ale vs Lager: สไตล์ของเบียร์ที่แบ่งอย่างกว้างๆ ตามชนิดของยีสต์ที่ใช้ในการหมัก โดยคาแรกเตอร์หลักๆ ของ Ale จะมีความฟรุตตี้ มิติของรสชาติมีความหลากหลายและซับซ้อน ขณะที่รสชาติ Lager จะเข้าถึงได้ง่าย คม และชัดกว่า
  • Pale Ale: เบียร์ในตระกูล Ale มักมีสีค่อนไปทางเหลืองทอง ให้รสชาติระหว่างมอลต์ที่หอมหวานและความขมของฮอปส์ได้อย่างสมดุล และยังมีการแบ่งคาแรกเตอร์ตามวัตถุดิบที่ใช้และสไตล์การปรุง อาทิ English style, American style หรือ Belgian style
  • Indian Pale Ale: เรียกย่อๆ ว่า IPA เป็นขั้นกว่าของ Pale Ale มีคาแรกเตอร์ของฮอปส์ที่ขมขึ้น เป็นสไตล์ยอดฮิตเมื่อพูดถึง ‘อเมริกันคราฟต์เบียร์’
  • Stout: รู้จักกันในนาม ‘เบียร์ดำ’ ต่างจาก Dark Beer ตรงที่ Stout เป็นสไตล์ย่อยของ Ale สีดำของเบียร์มาจากการคั่วมอลต์จนเข้ม เนื้อนุ่ม รสชาติมัน ฟองเนียน ขณะที่ Dark Beer เป็นสไตล์ของ Lager ที่ได้สีดำมาจากการคั่วมอลต์เช่นเดียวกัน แต่ฟองจะซ่ากว่า รสชาตินุ่มและมันน้อยกว่า และไม่เข้มเท่า Stout
  • German Weizen vs Belgian Witbier: เบียร์ที่มีการหมักด้วยยีสต์ประเภท Ale แต่ใช้มอลต์ที่ได้จากข้าวสาลี (wheat) ในปริมาณที่มากกว่ามอลต์จากข้าวบาร์เลย์ ด้วยสไตล์การปรุงเบียร์ของเยอรมันและเบลเยียม ทำให้เบียร์สองชนิดนี้มีรสชาติต่างกัน เบียร์ German Weizen ที่ขึ้นชื่อคือ Paulaner ส่วน Belgian Witbier ที่โด่งดังที่คนไทยรู้จักกันดี ได้แก่ Hoegaarden เป็นต้น

DID YOU KNOW?

5 คราฟต์เบียร์ไทยที่คุณควรรู้จัก


สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มดื่มคราฟต์เบียร์ยี่ห้อใด ขอบอกว่า นี่คือ 5 คราฟต์เบียร์ไทยที่คุณควรลอง

Udomsuk

อุดมสุขเบียร์คือคราฟต์ไทยเบอร์แรกๆ ที่บุกเบิกวงการคราฟต์เบียร์ในบ้านเรา อุดมสุขมักจะทำเบียร์สไตล์ใหม่ๆ หมุนเวียนอยู่ตลอด แนะนำว่าอย่ายึดติดและลองสไตล์ที่ใกล้เคียงความชอบ ไม่ผิดหวังแน่นอน
พิกัด: ร้าน Mad Moa และ Seven

Spoons Golden Coins

อีกหนึ่งตัวท็อปของวงการ ทำเบียร์สไตล์มาตรฐานออกมาหลายตัวและคนชอบกันเยอะ ที่พลาดไม่ได้คือ IPA ดื่มง่ายแต่ขมลึก และ Stout รสชาตินุ่ม มัน หวาน หอมมาก จนคนที่ไม่ชอบดื่ม Stout ก็อาจเปลี่ยนใจได้ง่ายๆ แต่หากไม่ถนัดหวานอาจจะยากสักหน่อย
พิกัด: ร้าน Let the Boy Die

Triple Pearl

หนึ่งในนักเรียนรุ่นแรกของ Chit Beer เกาะเกร็ด ถนัดเบียร์สไตล์ Wheat Beer มากเป็นพิเศษ การันตีด้วยรางวัล Best Wheat Beer จากเวที Beer Camp: Fight Club เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2016
พิกัด: Craft ’N Roll และ Where Do WE Go

Sandport

อีกหนึ่งเบียร์หาดื่มยาก แต่ชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องรสชาติมาก โดยเฉพาะ Too Much Coffee Porter เบียร์เข้มหอมกลิ่นกาแฟ ที่ไม่ต้องเป็นคอกาแฟหรือชอบเบียร์ดำก็หลงรสได้ง่ายๆ
พิกัด: Craft ’N Roll และ Where Do WE Go

Devanom

เบียร์หน้าใหม่ที่การันตีด้วยรางวัล Best IPA เวที Beer Camp: Flight Club ร่วมกับ Wheat ของ Triple Pearl เป็นอีกหนึ่ง IPA ที่ต้องหามาชิมให้ได้
พิกัด: Changwon Express

Category: อเมริกันคราฟท์เบียร์!

max-special

Max beer เบียร์ไทยต้องหามาลอง

การคราฟต์เบียร์ในบ้านเราเริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้น เนื่องจากคนทานเบียร์เริ่มที่จะมองหาอะไรใหม่ๆ นอกจากเบียร์ตลาดที่มีอยู่ดาษดื่นแล้ว ซึ่งเบียร์ทำเองแบบนี้ให้ได้ อย่างเช่นยี่ห้อ Max beer เบียร์ไทยจากคนทำเบียร์คุณภาพคนหนึ่งที่ฝึกฝนตัวเองมาพอสมควรแล้ว จึงออกมาทำเองหลังจากลองผิดลองถูกมาระยะหนึ่ง เค้าก็เจอทางของตัวเอง เบียร์ของ Max beer นั้นเป็นเบียร์ที่ทำขึ้นมาเพื่อเอาใจสาวๆ โดยเฉพาะเลย ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ Raspberry Ale เบียร์สีสันแสบตา รสเปรี้ยวหวานที่เกิดจากความบังเอิญ แต่มันกลับกลายเป็นเบียร์สร้างชื่อกับเค้าไปเลย นอกจากนั้นแล้วยังมีเบียร์อีกสูตรหนึ่ง สีเขียว น่ากินมาก แถมไม่ค่อยทำบ่อยด้วย ใครสนใจก็คงต้องติดตามข่าวสารของพวกเค้าเอง ไม่เพียงแค่นั้น Max beer ยังทำเบียร์อย่างอื่นอย่าง Wit beer, IPA หรือ Porter ด้วย(ขอกระซิบว่างานดีทุกสูตร) เบียร์ของแบรนด์นี้จะมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่สูงมากนักเพียงแค่ 4-8% เท่านั้นเอง เป็นเบียร์สายผลไม้สีสันแสบตา แต่รสชาติชื่นใจมาก ใครสนใจลองไปติดตามได้ที่ร้าน Changwon Expess กันได้เลยหรือจะไปติดตามได้ที่ chitbeer ก็มีเหมือนกัน รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนโดยเฉพาะสาวๆ ที่รับรองว่าถูกใจสาวขาดริ๊งค์ สาวขาเลาะ แน่นอน…

เบียร์ BALLAST POINT CALIFORNIA KOLSH

เบียร์ที่เปิดตัว Ballast Point Ale Pale Ale เดิมเป็นเบียร์สีทองที่ทำจากดอกกุหลาบเยอรมันที่มีกลิ่นหอมและกลมกลืนไปกับการผสมผสานของมอลท์มิวนิกอเมริกันและมิวนิก…

เบียร์ FOUNDERS ALL DAY IPA

คือเบียร์ IPA ที่ทำตามแบบดั่งเดิมของผสมมอลต์ธัญพืชและฮ็อพ ให้ความสมดุลสำหรับการดื่มด่ำอย่างเป็นธรรมชาติ…

เบียร์ KONA FIRE ROCK

Fire Rock สดชื่นสไตล์ “Hawaiian” ลักษณะสีทองแดงเป็นผลมาจากส่วนผสมของมอลต์คั่วชนิดพิเศษ กลิ่นส้มที่ออกตามธรรมชาติของดอกส้มจะมาจาก Galena, Cascade & Mt. ฮ็อพฮ็อพ…

เบียร์ TUATARA TOMAHWAK AMERICAN PALE ALE

ยินดีต้อนรับสู่สหรัฐอเมริกาเป็นการผสมผสานระหว่างกลิ่นหอมคือมอลต์ผลไม้เขตร้อนอย่างลงตัว อาจมีรสชาติขมเล็กน้อยต้องลองชิมเองถึงจะรู้…

เบียร์ DESCHUTES PACIFIC WONDERLAND LAGER

มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์งานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือให้ความรู้สึกของการสำรวจทำให้นึกถึงการผจญภัยในชีวิตประจำวันที่น่าตื่นเต้นเป็นการผสม Citrusy Tettnang Mandarina hops รวมกับความสดชื่นสดใสของเบียร์แบบดั้งเดิมเพื่อมอบเบียร์ที่สดชื่นอย่างแท้จริง…

รวม 8 เทศกาลเพื่อสายดื่ม ความฟินระดับโลกรอคุณอยู่!

ถ้าการจิบแอลกอฮอล์เบาๆ คือสีสันหนึ่งในชีวิตคุณล่ะก็ นี่คือเทศกาลการดื่มที่คนเป็นหมื่นเป็นแสนทั่วโลกเดินทางไปลิ้มลอง แล้วคุณจะพลาดได้อย่างไร?

งานท่องเที่ยวเพื่อสายแข็งมาถึงแล้ว! ไม่ว่าคุณจะชอบดื่มแอลกอฮอล์เพี่อการสังสรรค์ หรือดื่มเพื่อเพิ่มความอร่อยในมื้ออาหาร หรือเพื่อเยียวยาหัวใจที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรง วันนี้ เสิร์ชเอ็นจิ้น Skyscanner ขอเอาอกเอาใจสายดื่มทั้งหลายกันหน่อย ด้วย 8 เทศกาลสุดฟินของนักดื่มที่เราคัดสรรงานคุณภาพแบบเน้นๆ ดีกรีจัดจ้านในระดับเทศกาลการดื่มที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก จะสายซดเบียร์ จิบไวน์ หรือชนวิสกี้ก็เลือกเที่ยวกันได้เลย!

สายเบียร์

เทศกาลนักบุญแพทริค (St. Patrick’s Festival)

สถานที่จัดงาน: กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์
วันที่จัดงาน: 14 – 18 มีนาคม 

เทศกาลสำคัญของ ประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) ที่ถือเอาวันนักบุญแพทริคซึ่งตรงกับวันที่ 17 มีนาคมของทุกปีเป็นช่วงวันจัดงานเทศกาลประจำชาติของชาวไอริช โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้นในเทศกาลนี้ก็คืองาน “ออลเทคคราฟท์เบียร์แอนด์ฟู้ดแฟร์ (Alltech Craft Beer and Food Fair)” ซึ่งเป็นงานรวมคราฟท์เบียร์โดยผู้ผลิตและโรงกลั่นชั้นนำของไอร์แลนด์มาให้คุณเลือกชิมรสชาติกว่า 400 แบบ ร่วมกับอาหารกว่า 50 ร้านดังในไอร์แลนด์

สำหรับงานคราฟท์เบียร์นั้นจะจัดขึ้นในศูนย์ประชุมดับลิน (Convention Centre Dublin) และมีนักดื่มมาร่วมชิมเบียร์มากกว่า 5,000 คนต่อวัน แต่ถ้าคุณไม่อยากเดินซดเบียร์ในงาน หรือไปเที่ยวนอกเทศกาลล่ะก็ ผับบาร์สไตล์ไอริชก็พร้อมต้อนรับคุณตั้งแต่หัวค่ำ และอย่าลืม! ชิมเบียร์ดำจากต้นตำหรับชาวไอริช รับรองว่ารสชาติและกลิ่นหอมอันมีเอกลักษณ์ต้องถูกอกถูกใจนักดื่มเบียร์อย่างคุณแน่นอน หาตั๋วไปชิมเบียร์ที่ดับลินเริ่มต้น 22,xxx บาท

อ็อกโทเบอร์เฟส (Oktoberfest)

สถานที่จัดงาน: กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี
วันที่จัดงาน: วันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน – วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม 

เมื่อพูดถึงเทศกาลเบียร์ อ็อกโทเบอร์เฟสนี่แหละคือเจ้าพ่อของวงการ! เพราะนี่คือเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ในช่วงปลายฤดูร้อนของ ประเทศเยอรมนี (Germany) โดยงานนี้สามารถย้อนประวัติได้ยาวนานไปถึงช่วงศตวรรษที่ 18 โดยปัจจุบันอ็อกโทเบอร์เฟสมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 6 ล้านคนต่อปี และจำหน่ายเบียร์กว่า 7 ล้านลิตรภายในงาน โดยเบียร์ที่จำหน่ายก็ไม่ได้หากินได้ง่าย ๆ แถมบางชนิดมีจำหน่ายเฉพาะในงานเท่านั้นด้วย!

แต่นอกจากการจำหน่ายเบียร์แล้ว เทศกาลอ็อกโทเบอร์เฟสยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่าง ทั้งการแสดงท้องถิ่นของชาวเยอรมัน การแสดงดนตรีสด ขบวนพาเหรดจากเหล่าผู้ผลิตเบียร์ การแสดงแข่งม้าย้อนยุคซึ่งนับเป็นต้นตำหรับของงานเทศกาลนี้ ไปจนถึงการยกสวนสนุกขนาดย่อม ๆ มาให้นักท่องเที่ยวเพลิดเพลินร่วมกับอาหารและเบียร์แสนอร่อยภายในงาน ทั้งกิน ดื่ม เที่ยว จบครบในงานเดียว! คอเบียร์คนไหนตีตั๋วไปเที่ยวรับรองมีแต่คุ้มกับคุ้ม หาตั๋วไปชิมเบียร์ที่มิวนิกเริ่มต้น 15,xxx บาท

เทศกาลเบียร์ชิงเต่า (Qingdao Beer Festival)

สถานที่จัดงาน: เมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ประเทศจีน
วันที่จัดงาน: ประมาณ 2 สัปดาห์ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม 

เทศกาลเบียร์ไม่ได้มีอยู่แค่ในยุโรปเท่านั้น แต่ ประเทศจีน (China) แผ่นดินใหญ่เขาก็มีเทศกาลสังสรรค์เพื่อคอเบียร์ด้วยเช่นกัน โดยเทศกาลเบียร์ชิงเต่านั้นได้รับการขนานนามว่าเป็นงานอ็อกโทเบอร์เฟสของเอเชียเลยทีเดียว ซึ่งงานเบียร์ในชิงเต่านี้ก็จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของเมืองชิงเต่า จนปัจจุบันได้มีการจัดงานอย่างใหญ่โตที่หาดโกลเด้นแซนด์ (Golden Sand Beach) และกลายเป็นจุดเด่นสำคัญของงานที่สามารถมอบบรรยากาศการจิบเบียร์ริมทะเลให้กับนักท่องเที่ยวได้

ปัจจุบันเทศกาลเบียร์ชิงเต่ามีเบียร์ให้คุณลิ้มรองกว่า 200 ยี่ห้อทั้งจากญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, สิงคโปร์, เยอรมนี รวมทั้งเบียร์ท้องถิ่นของประเทศจีนเอง และนอกจากจะมีเบียร์ให้คุณดื่มอย่างจุใจแล้ว ยังมีกิจกรรมการแสดง การประกวด เวทีคอนเสิร์ต และการแข่งขันดื่มเบียร์ด้วยวิธีการสุดพิสดาร สร้างความสนุกสนานเฮฮาให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งวันทั้งคืนอีกด้วย หาตั๋วไปชิมเบียร์ที่ชิงเต่าเริ่มต้น 9,xxx บาท

สายไวน์

เทศกาลไวน์บอร์โด (Bordeaux Wine Festival)

สถานที่จัดงาน: เมืองบอร์โด ประเทศฝรั่งเศส
วันที่จัดงาน: 5 วันช่วงกลางเดือนมิถุนายนในทุก 2 ปี 

นี่คือหนึ่งในเทศกาลไวน์สุดอลังการของ ประเทศฝรั่งเศส (France) ที่สายจิบไวน์ทั่วโลกต้องไม่พลาดอย่างยิ่ง เพราะงานนี้เขาจัดแค่ทุก ๆ 2 ปี โดยระหว่างนี้ก็จะมีเทศกาลย่อยหมุนเวียนไปจัดในเมืองอื่น ๆ อาทิเช่น บรัสเซลส์ (Brussels) , ลิเวอร์พูล (Liverpool) , ควิเบก (Quebec) และ ฮ่องกง (Hong Kong) แต่งานใหญ่ของจริงและเป็นต้นตำหรับของไวน์แสนเลิศรสนั้นอยู่ที่เมืองบอร์โดแห่งนี้เท่านั้น เพราะที่นี่คือแหล่งเพาะปลูกองุ่นชั้นดี และว่ากันว่าต้นกำเนินของไวน์บอร์โดนั้นเริ่มกันมาตั้งแต่ยุคต้นศตวรรษที่ 1 กันเลยทีเดียว

นอกจากไวน์ขาวและไวน์แดงคุณภาพสูงที่มีให้คุณชิมตลอดงานราวกับเป็นซุ้มขายน้ำผลไม้ในงานกาชาดแล้ว จุดเด่นของเทศกาลไวน์บอร์โดนั้นคือการจอดแสดงเรือสำเภาโบราณ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการขนส่งไวน์ที่มีค่าในยุคก่อน โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปลิ้มรสไวน์บนเรือได้ และในยามค่ำคืนจะมีงานแสดงดอกไม้ไฟสุดอลังการให้ชมด้วย เพิ่มบรรยากาศสุดหรูหราของเทศกาลไวน์บอร์โดให้น่าประทับใจไม่รู้ลืม หาตั๋วไปจิบไวน์ที่บอร์โดเริ่มต้น 22,xxx บาท

สายสาเก

สาเกมัตซึริ (Sake Matsuri)

สถานที่จัดงาน: เมืองไซโจ จังหวัดฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น
วันที่จัดงาน: ช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม 

เมื่อพูดถึงเหล้าสาเกแล้ว ต้องยกให้ ประเทศญี่ปุ่น (Japan)เขาเลย และในช่วงต้นเดือนตุลาคมของทุกปี เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเหล้าสาเกชั้นนำอย่างเมืองไซโจ (Saijo) ในจังหวัดฮิโรชิมา จะมีการจัดงานชุมนุมของคนชอบดื่มสาเกขึ้นในพลาซ่ารอบ ๆ สถานีรถไฟหลักของเมือง ซึ่งเป็นงานที่เหล่าโรงกลั่นเหล้าสาเกเก่าแก่มากมายทั่วทั้งญี่ปุ่นจะมาเปิดบูทให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองสาเกรสชาติต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละผู้ผลิต คู่กับอาหารกับแกล้มสไตล์ญี่ปุ่นที่คุณต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะรู้

แต่นอกจากต้นตำหรับญี่ปุ่นแล้ว เทศกาลสาเกมัตซิริยังจัดขึ้นที่ประเทศอื่นในช่วงเดือนที่แตกต่างกันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น ประเทศออสเตรเลีย (Australia) ที่จัดขึ้นถึง 3 เมืองหลัก ทั้ง เมลเบิร์น (Melbourne) และ บริสเบน (Brisbane) ในช่วงเดือนมิถุนายน และ ซิดนีย์ (Sydney) ในช่วงปลายเดือนตุลาคม และยังมี ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ที่จะจัดในช่วงปลายเดือนมีนาคม ใครอยากไปชิมสาเกในบรรยากาศแบบไหน เลือกเลย!หาตั๋วไปชิมสาเกที่ฮิโรชิมาเริ่มต้น 10,xxx บาทหาตั๋วไปชิมสาเกที่ซิดนีย์เริ่มต้น 10,xxx บาทหาตั๋วไปชิมสาเกที่สิงคโปร์เริ่มต้น 2,9xx บาท

สายค็อกเทล

ลอนดอนค็อกเทลวีค (London Cocktail Week)

สถานที่จัดงาน: กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
วันที่จัดงาน: ช่วงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม 

นั่งชิลล์จิบเครื่องดื่มใส่น้ำแข็งและผลไม้แบบมีสไตล์ กับงานเทศกาลค็อกเทลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ประเทศอังกฤษ (United Kingdom) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในกรุงลอนดอนตลอด 1 สัปดาห์เต็ม และความพิเศษที่ทำให้เทศกาลนี้ไม่เหมือนใครก็คือ “บัตรผ่าน” เพราะนอกการดื่มค็อกเทลฟรีในสถานที่จัดงานที่เรียกว่า Cocktail Village ซึ่งมีบาร์ค็อกเทลในงานกว่า 30 บาร์ พร้อมอาหารและดนตรีสด คุณยังสามารถเข้าไปชิมรสค็อกเทลซิกเนเจอร์ราคา 6 ปอนด์จากบาร์อีกกว่า 300 แห่งทั่วกรุงลอนดอนได้ไม่อั้น เพราะทุกบาร์คือสถานที่จัดงานลอนดอนค็อกเทลวีค!

สายสปิริต

และพิเศษเฉพาะปี 2019 ลอนดอนค็อกเทลวีคได้ฉลองการจัดงานครบรอบ 10 ปี ด้วยการขยายเวลาจัดงานจากปกติ 7 วันเป็น 10 วันในบัตรผ่านที่ซื้อได้จกาเว็บไซต์ drinkup.london ในราคา 11 ปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณ 460 บาท) เฉพาะวันที่ 4-13 ตุลาคม 2019 นี้เท่านั้น รู้แบบนี้แล้ว สายจิบค็อกเทลจะพลาดได้อย่างไรกัน!?! หาตั๋วไปชิมค็อกเทลที่ลอนดอนเริ่มต้น 20,xxx บาท

เทศกาลนอร์ธเวสต์อากาเว่ (Northwest Agave Fest)

สถานที่จัดงาน: เมืองซีแอตเทิล รัฐวอร์ชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
วันที่จัดงาน: ปลายเดือนกันยายน (จัดงานแต่ละปีในช่วงเวลาไม่ตรงกัน โปรดตรวจสอบก่อนเดินทาง) 

เดิมเทศกาลนี้เคยมีชื่อยาวเหยียดว่า “นอร์ธเวสต์ตากีล่า แอนด์ อากาเว่สปิริตเฟส (Northwest Tequila and Agave Spirits Fest)” เป็นเทศกาลเหล้าสปิริตที่มีชื่อเสียงใน ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) โดยมีเหล้าสปิริตที่ดีที่สุดในโลกมาให้คุณลิ้มลองกว่า 170 แบบ แต่จะเน้นเหล้าที่บ่มหมักจากผลเม็ซคัล (Mezcal) และต้นอากาเว่ (Agave) ที่เรียกว่า “ตากีล่า (Tequila)” เป็นพิเศษ ซึ่งคนไทยนิยมกินแบบช็อตในแก้วก้นหนาและกระแทกโต๊ะก่อนดื่มคู่กับมะนาวและเกลือนั่นเอง

แม้เทศกาลนอร์ธเวสต์อากาเว่จะจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2012 เมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็มีผู้สนใจตั้งแต่ปีแรกนับพันคน พร้อมกับกับบูทของผู้ผลิตเหล้าคุณภาพชั้นนำทั้งสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะแต่เหล้าตากีล่าเท่านั้น แต่ยังมีทั้งค็อกเทลแบบมาการิตต้า และเบียร์ที่มีชื่อคุ้นเคยกันอย่างดีเช่น Corona รับรองเลยว่างานนี้คอเหล้าฝรั่งในขวดแก้วเจียรไนไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน หาตั๋วไปชิมเหล้าตากีล่าที่ซีแอตเทิลเริ่มต้น 18,xxx บาท

เทศกาลรัมและเบียร์แคริบเบียน (Caribbean Rum & Beer Festival)

สถานที่จัดงาน: กรุงบริดจ์ทาวน์ ประเทศบาร์เบโดส
วันที่จัดงาน: ช่วงสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม 

ใครจะเชื่อว่า ประเทศบาร์เบโดส (Barbados) เกาะเล็ก ๆ ณ ปลายสุดของทะเลแคริบเบียนที่อาจเคยได้ยินแต่ในภาพยนตร์นั้น จะกลายเป็นสถานที่จัดงานเหล้ารัมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก! นั่นก็เพราะว่าเหล้ารัมมีแหล่งผลิตมาจากประเทศในแถบทะเลแคริบเบียนนี่เอง เทศกาลนี้จึงเป็นจุดหมายปลายทางของสายดื่มทั้งหลายที่ต้องการลิ้มรสเหล้ารัมที่หลากหลายกว่า 100 รสชาติ ส่งตรงจากโรงกลั่นในท้องถิ่นซึ่งเป็นที่ยอมรับว่ารสชาติและคุณภาพดีที่สุดในโลก

แน่นอนว่านอกจากงานชิมเหล้ารัมแคริบเบียนแล้ว ในช่วงเทศกาลยังมีกิจกรรมการแข่งขันประกวดค็อกเทลจากเหล้ารัม และการแสดงดนตรีท้องถิ่น ให้คุณสนุกเพลิดเพลินไปพร้อม ๆ กับการพักผ่อนบนเกาะที่เต็มไปด้วยชายหาดมากมายอันแสนเงียบสงบระหว่างทะเลแคริบเบียนและทะเลแอตแลนติก ซึ่งคนไทยน้อยคนนักที่จะมีโอกาสไปเที่ยวในแถบนี้ เราจึงขอรับรองเลยว่าทริปนี้ของคุณจะไม่ซ้ำใครแน่นอน! หาตั๋วไปชิมเหล้ารัมที่บริดจ์ทาวน์ราคาประหยัด

สุดท้ายและท้ายสุดนี้ ขอให้ทุกคนดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีความรับผิดชอบ และตระหนักเสมอว่าเมาไม่ขับ อยากเห็นคุณเที่ยวให้สนุก เพลินไปกับเครื่องดื่มที่คุณชื่นชอบ บนพื้นฐานของความปลอดภัยทั้งตัวคุณและสังคมรอบข้าง ถ้ากายพร้อม ใจพร้อม และจิตสำนึกของนักดื่มที่ดีพร้อมแล้ว ก็ตีตั๋วเครื่องบินไปดื่มจนสาแก่ใจกันได้เลย!

10 ร้าน คราฟท์เบียร์เกาหลี เมายันหว่างกลางกรุงโซล | INTERNATIONAL BEER DAY!!

10 ร้าน คราฟท์เบียร์ในเกาหลี

คราฟเบียร์เกาหลี

ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคราฟท์เบียร์ขั้นเทพ ทำให้ดึงดูดนักดื่มกระเพาะเหล็กจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น IPA Wheatbeer Stout ก็ไม่น้อยน่าไปกว่าประเทศอื่นเลย Cococoat ขอนำเสนอ 10 ร้าน คราฟท์เบียร์เกาหลี ที่โดดเด่นและเดินทางง่ายใน กรุงโซล

10 ร้าน คราฟท์เบียร์เกาหลี

1. Brew 3.14

นี่คือร้านอาหารเล็กๆน่ารัก บริการดีเลิศและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว เหมาะแก่การมาพักผ่อน จิบคราฟท์เบียร์ในตอนหลังเลิกงาน

10 ร้าน คราฟท์เบียร์เกาหลี

2. White Rabbit Tap House

ร้านนี้เราภูมิใจนำเสนอ เพราะมีคราฟท์เบียร์ให้เลือกกว่า 26 ชนิด! เป็นร้านยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและยุโรป พร้อมวิสกี้มากมายให้เลือกจิบเพิ่มความอุ่นอีกด้วย

10 ร้าน คราฟท์เบียร์ในเกาหลี

3. Craft Pub Four Season

ร้านนี้อยู่ไม่ไกลจากรถไฟใต้ดินสถานี อิแทวอน มีแท็ปเบียร์Localให้เลือกถึง 5 ชนิด และแท็ปนำเข้ามาอีก 8 ชนิด สำหรับใครที่กลัวเมาแล้วกลับบ้านไม่ถูก ร้านนี้เหมาะแน่นอน!!

10 ร้าน คราฟท์เบียร์ในเกาหลี

4. The Bottle Shop by Nickie

หน้าร้านอาจดูเหมือนขายของชำทั่วไป แต่ที่แปลกคือในร้านไม่มีอะไรนอกจากคราฟท์เบียร์ตั้งขายอยู่อย่างเดียว แถมมีให้เลือกมากมาย ใครติดชิล ก้นไม่ติดที่นั่ง หวังจะเดินจิบเบียร์ชมย่าน อิแทวอน ร้านนี้คือตัวเลือกชั้นดี

10 ร้าน คราฟท์เบียร์ในเกาหลี

5. Pyrus Taproom

ชื่อก็บอกแล้วว่าไฮคลาสขนาดไหน มีคราฟท์เบียร์เกาหลี 4 ชนิด และมีเบียร์ขวดที่นำเข้าจากอเมริกาแบบหายากอีก 10 ชนิด! ฟินกันไปเลยกับอาหารกับแกล้มอีกมากมายเช่น พิซซ่า พาสต้า

10 ร้าน คราฟท์เบียร์ในเกาหลี

6. Magpie Brewing Company

ร้านนี้มีแฟรนไชส์ 2-3 แห่งในย่าน อิแทวอน เป็นร้านที่มีลานกว้างข้างนอก แถมข้างในก็ไม่อึดอัดอีกด้วย มีคราฟท์เบียร์เกาหลีให้เลือกถึง 8 ชนิด และถูกมาก! คนเกาหลีคอนเฟิร์มเลยว่าถ้ามาหาร้านจิบเบียร์ในกรุงโซล ร้านนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด!!

10 ร้าน คราฟท์เบียร์ในเกาหลี

7. Pongdang

หนึ่งในร้านคราฟท์เบียร์ที่ใหญ่อันดับต้นๆของประเทศเกาหลีใต้เลยทีเดียว  มีแท็ปเกาหลีถึง 6 ชนิด และเบียร์หายากอีกมากมายจากอเมริกาและยุโรป

10 ร้าน คราฟท์เบียร์ในเกาหลี

8. Keg-B

จุดเด่นของร้านคือตั้งอยู่บนดาดฟ้าให้ขึ้นไปลิ้มลองบรรยากาศในกรุงโซล มีคราฟท์เบียร์เกาหลีถึง 10 ชนิด “เมื่อสั่งคราฟท์เบียร์ 1 แก้ว จะได้กับแกล้มแถมมา 1 อย่าง”ถึงได้ชื่อว่า สถานที่ที่คู่ควรกับการจิบเบียร์อย่างยิ่ง

10 ร้าน คราฟท์เบียร์ในเกาหลี

9. Craftworks Tap House Namsan

นี่คือร้านคราฟท์เบียร์อันดับ1ในเกาหลี  ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น รสชาติ บรรยากาศ ที่โอบอุ้มทุกอณูลอยมาอยู่ตรงหน้าคุณ เป็นสถานที่ที่จะพลาดไม่ได้ และมีเบียร์สดเกาหลีถึง 7  ชนิด ให้ชิมได้ ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน!!

10 ร้าน คราฟท์เบียร์ในเกาหลี

10. Craft Hans

ร้านมีบรรยากาศที่เหมือนประเทศไทยที่สุด เป็นร้านอาหารผสมบาร์ เพื่อให้ดื่มด่ำรสชาติอาหารไปพร้อมกับคราฟท์เบียร์เกาหลี 4 ชนิด ที่ร้านภูมิใจนำเสนอ แถมมีลานข้างนอกให้พักผ่อนย่อนใจในบรรยากาศเย็นๆในกรุงโซล

คราฟต์เบียร์กับสูตรลับฉบับออริจินัล

“ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเขาทำกันอย่างไร” คงเป็นคำถามที่หลายคนพยายามค้นหาคำตอบอยู่ แน่ล่ะว่าเขาต้องมี ‘สิ่งที่คนอื่นไม่มี’ เป็นความได้เปรียบทางธุรกิจที่เลียนแบบได้ยากยิ่ง เหมือนที่ผู้ประกอบการเจ้าใหญ่ ๆ เคยสร้างและยังคงรักษาไว้อย่างมั่นคง หากดาวิดเอาชนะโกลิอัท ชายร่างยักษ์ที่เป็นต่อทั้งพละกำลังและขนาดตัวที่ใหญ่กว่าได้ฉันใด ธุรกิจเล็ก ๆ ก็สามารถเอาชนะผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ฉันนั้น ด้วยสิ่งที่ต้องมีก็คือ ‘สูตรลับเฉพาะตัว’

คราฟต์เบียร์ถือเป็นตัวอย่างของการเติบโตที่เห็นได้ชัดเจนของคนตัวเล็ก ซึ่งสามารถเขย่าบัลลังก์แบรนด์ใหญ่ให้สะเทือนได้ อาจไม่ถึงกับโค่นลง แต่ก็สร้างแรงกระเพื่อมได้ด้วยอัตราการเติบโตในแต่ละปีที่สูงพอตัว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สีอำพันที่บ้านเรามีกันอยู่ทุกวันนี้เรียกว่า ลาเกอร์ (lager) เป็นชนิดเบียร์ที่ฮอตฮิตที่สุดของคนทั่วโลก ซึ่งล้วนเป็นผลผลิตจากโรงกลั่นเจ้าบิ๊กเบิ้มที่กินส่วนแบ่งตลาดไปแล้วแทบทั้งหมด แต่นั่นก็เป็นระยะก่อนที่คราฟต์เบียร์จะเริ่มเข้ามามีบทบาท

วัตถุดิบที่นำมาปรุงเบียร์

เช่น มอลต์ ที่ได้จากข้าวหรือธัญพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ส่วนมากมักถูกแทนที่ด้วยวัตถุดิบใกล้เคียงเพื่อผลประโยชน์สูงสุดทางการค้า แต่ทว่าคราฟต์เบียร์จะเน้นที่การนำวัตถุดิบจริง ๆ ผสมกับส่วนผสมอื่นที่นอกเหนือจากส่วนผสมหลักมาปรุงเพิ่มด้วย และโดยส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อดึงรสชาติที่คุ้นเคยนำมาชูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทำให้ทั้งกลิ่น สี และรสชาติมีหลากหลายกว่าลาเกอร์เบียร์ตามท้องตลาด ส่งผลให้เป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของคราฟต์เบียร์ ที่มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและดึงมาเป็น ‘สูตรลับเฉพาะของตนเอง’

สมาคมผู้ผลิตเบียร์ของสหรัฐอเมริกา (Brewers Association) ให้คำจำกัดความของคราฟต์เบียร์ผ่านข้อกำหนดหลักเกณฑ์การเป็นโรงผลิตคราฟต์เบียร์ไว้ 3 ข้อด้วยกัน คือ มีกำลังการผลิตน้อย (6 ล้านบาร์เรลต่อปีหรือน้อยกว่า) เป็นอิสระ ด้วยการมีผู้ถือหุ้นที่ไม่ใช้ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ด้วยกันเองไม่เกิน 25% และใช้วัตถุดิบคุณภาพพร้อมกับคงความเป็นวัตถุดิบดั้งเดิม

‘บ้านนอกเบียร์’

คือคราฟต์เบียร์ไทยเจ้าแรกที่ได้อวดโฉมในร้านสะดวกซื้อ วางขายเบียร์ 2 ประเภทคือ วีทเบียร์ หรือเบียร์ที่ทำจากข้าวสาลี 50% ขึ้นไป กับ เอล ชนิด IPA (India Pale Ale) และปรุงด้วยกลิ่นผลไม้เมืองร้อนเข้าไปเสริม จนทำให้ได้กลิ่นและรสที่แตกต่างจากเบียร์ทั่ว ๆ ไป ขณะที่อีกซีกหนึ่งของโลก บาทหลวงคาเรล สเตาต์มัส (Karel Stautemas) จากเบลเยียมก็ได้ทดลองกู้คืนสูตรเบียร์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 220 ปีได้สำเร็จ หลังจากค้นเจอตำราคร่ำครึภาษาละตินและดัชต์แบบเก่าที่ไม่มีใครอ่านออก จึงระดมอาสาสมัครมาช่วยกันอ่านและถอดความจนกลายมาเป็นการพัฒนาสูตรเบียร์รูปแบบใหม่ของนักบวชที่เข้าถึงคนทั่วไป


4 เหตุผลที่คราฟต์เบียร์ดีกว่า!

  • รสชาติและรูปแบบมีให้เลือกหลากหลาย เพราะสามารถรังสรรค์คราฟต์เบียร์ได้ตามวัตถุดิบท้องถิ่นที่มี
     
  • เข้มกว่าและรสชาติดีกว่า จากการกลั่นจากวัตถุดิบนั้นเพียว ๆ ทั้งยังเพิ่มหรือลดได้ตามต้องการ
     
  • มีสารอาหารจำพวกไฟเบอร์ โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า จากวัตถุดิบคุณภาพ ไม่ใช่วัตถุดิบทดแทนเพื่อลดต้นทุน
     
  • สร้างรอยเท้าคาร์บอนน้อยกว่าโรงกลั่นเบียร์ใหญ่ ๆทำให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า

แม้ทุกวันนี้คราฟต์เบียร์หลายแบรนด์จะยังต้องยกระดับมาตรฐานด้านกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับกฎระเบียบในบ้านเรา แต่ก็พอจะเป็นแนวทางหนึ่งในการทำธุรกิจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสูตรลับของตัวเองได้บ้าง ว่าวันหนึ่งสิ่งที่วนเวียนอยู่รอบตัวเรา อาจใกล้ตัวจนไม่ทันสังเกต แต่ถ้าได้ลองพลิกแพลงหรือพัฒนาดู สิ่งนั้นอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบของเราที่เจ๋งที่สุดก็เป็นได้