คราฟท์เบียร์ : ปฏิวัติเบียร์เลือดมังกรกับตลาดแอลกอฮอล์ที่พุ่งทะยาน

ตลาดคราฟเบียร์ในจีน เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นผลจากอัตราการบริโภคจากชนชั้นกลางและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้โรงกลั่นเบียร์รายย่อยและรายใหญ่หลายเจ้า พยายามแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาด ด้วยเบียร์ที่มีเอกลักษณ์ ทั้งสีสันและรสชาติที่หลากหลาย

ภายในโรงกลั่นเบียร์ของ “จิง เอ” รายล้อมไปด้วยถังสแตนเลสขนาดใหญ่หลายใบ ขณะที่เครื่องจักรก็ทำงานเสียงดังก้อง คริสเตียน ลี ผู้ก่อตั้งคราฟท์เบียร์ยี่ห้อนี้ บรรจงบิดก๊อก ปล่อยให้เบียร์สีเหลืองอำพันรินไหลลงมาในแก้ว และชิมพร้อมให้กล่าวออกมาว่า “อื้ม รสชาติดี”

ลี เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ที่เข้ามาอาศัยในกรุงปักกิ่งของจีนตั้งแต่ปี 2000 งานอดิเรกของเขา คือ กลั่นคราฟท์เบียร์ให้เพื่อน ๆ ได้ลองชิมและสังสรรค์กัน จนกระทั่งในปี 2012 เขาและเพื่อน ๆ มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนกิจกรรมยามว่างให้กลายเป็นธุรกิจ ด้วยการ ก่อตั้งบริษัทคราฟท์เบียร์ขนาดย่อมในชื่อ “จิง เอ” (Jing A)

“เราแค่พยายามสร้างสรรค์เบียร์ที่ยอดเยี่ยม ดื่มสนุก และมีรสชาติโดดเด่น” ลี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพี ภายในบาร์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารโรงกลั่นเบียร์ของเขา

10 อันดับ เบียร์โดนใจ นักดื่มทั่วโลก!

10 อันดับ เบียร์โดนใจ นักดื่มทั่วโลก!

เอาสาระดีๆมาฝากสำหรับคอเบียร์ กับ 10 อันดับเบียร์ที่เป็นที่นิยม เรามาดูกันสิว่า มีเบียร์ตัวไหนที่เป็นเบียร์ที่โดนใจคุณติดอันดับอยู่รึเปล่า!!!


1. BEERLAO

    แน่นอนอากาศร้อนๆ ของเวียงจันทร์จะหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อจิบเบียร์ลาว นอกจากจะสดชื่น อร่อย และถูกมากกกกก เบียร์ลาวยังถูกยกย่องให้เป็นเบียร์เหนือกว่าเพื่อนบ้านอีกหลายยี่ห้อ ทั้งยี่ห้อ ANGKOR จากกัมพูชา ยี่ห้อ BINTANG จากอินโดนีเซีย และเหนือกว่ายี่ห้อช้าง เบียร์ไทยสไตส์ LAGER ที่เราคุ้นหูคุ้นตาดี เสน่ห์ที่ทำให้นักท่องดื่มหลงใหลในเบียร์ลาวไม่ใช่รสชาติ เพรียวๆ แต่ยังมีเรื่องวัฒนธรรม และ จิตใจของผู้คนที่เป็นธรรมชาติใสบริสุทธิ์รวมถึงบรรยากาศพระอาทิตย์ตกริมโขง เชื่อว่าทุกคนต้องหลงรัก

BEERLAO

2. BREWDOG 5 A.M. SAINT

      นี่คือเบียร์ที่มีภาพลักษณ์แรงแบบไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์สังคม เป็นตัวแทนของมนุษย์หัวใจ PUNK ที่ต้องการฉีกกฎเดิมๆ นอกจาก Concept จะแรงแล้ว ตัวเบียร์ก็ยังแรงไม่แพ้กัน เพราะเคยออกรุ่น The End of history มีดีกรีที่ 55% เรียกได้ว่าดื่มด่ำจนคอหอยแทบฉีกเป็นเสี่ยง ๆ กันเลยค่ะ แต่ที่ CNNGO แนะนำเป็นตัว 5 A.M SAINT เพราะไม่หนักเท่า ซึ่งเหมาะที่จะยกซดช่วงเวลาหลังบ่ายในสวนเบียร์ Highland อย่างชิลๆ

BREWDOG 5 A.M. SAINT

3. 8 WIRED HOPWIRED IPA

รู้ๆ กันอยู่ว่าของเด็ดของนิวซีแลนด์นั้นมีมากมาย ทั้งตำนานกีฬารักบี้ ทัวร์ตามรอยหนัง Lord Of The Ring หรือแม้แต่ของฝากสุดฮิตที่ต้องหิ้วกลับทุกครั้งนั่นคือ “ไวน์” แต่วันนี้โรงเบียร์ 8 WIRED กำลังสร้างหมุดปักในใจคอเบียร์ ซึ่งไม่ใช่แค่คนรักเบียร์ในประเทศเท่านั้น แต่หวังไกลไปทั่วโลก จินตนาการถึงขั้นว่าโรงเบียร์จะกลายเป็นจุดต้องเที่ยวของนิวซีแลนด์ เหมือนอย่างที่โรงเบียร์ในตำนานดังๆ เค้าทำกัน เค้าจัดทัวร์อยู่ ซึ่ง ณ.จุดนี้ต้องบอกว่าฝันของ 8 WIRED อาจเป็นจริงในไม่ช้า เพราะรสชาติของเบียร์ที่ผลิตให้ได้ลิ้มลองต้องบอกว่ายอดมาก เป็นเบียร์ IPA ที่ซุกซ่อนกลิ่น และ รสของส้ม องุ่น เสาวรส แต่ยังคงโดดเด่นด้วยผลผลิตของดอกฮอปทำให้เบียร์ไม่เสียรส 8 WIRED จึงเป็นเบียร์แห่งโลกทะเลใต้ที่ท้าทายนักดื่มทั้งหลาย

8 WIRED HOPWIRED IPA

4. AVENTINUS

เยอรมันนี่แหละคือจุดหมายปลายทาง เป็นสวรรค์ของคอเบียร์ เบียร์สารพัดสูตร ทั้ง PILSNERS , WHEAT BEER ที่เจ๋งๆ ก็เริ่มจากที่นี่นะคะ  แต่ก็ไม่มีเมืองไหนในเยอรมันจะเป็นยุทธจักรแห่งตำนานเท่า BAVARIA เพราะเมืองนี้เลืองชื่อลือชาเรื่อง DARK WHEAT BEER แบบสุดพลัง โดยเฉพาะยี่ห้อ AVENTINUS รสชาตินี่เลิศหายี่ห้อไหนมาเปรียบได้ จนมีคอเบียร์หลายเสียงทั่วมุมโลก ยกให้เป็นเบียร์ที่อร่อยที่สุดในโลก ยิ่งถ้าจิบไป แกล้มไส้กรอกเยอรมันด้วยแล้วเพลิดเพลินจำเริญใจมากๆ

AVENTINUS

5. 21 st BLACK IN BLACK IPA

จาก Micro Brew สุดอินดี้สำหรับคอเบียร์ประจำร้าน 21 st Amendment แห่งนครซานฟรานซิสโก ที่ขอฉีกกฎเกณฑ์โบราณคร่ำครึของเบียร์ในตระกูล IPA และประกาศชัดไม่ใช่เบียร์ตลาดๆ เหมือน Coor Light ฉะนั้นแฟนคลับJUSTIN BIEBER ไม่เหมาะกับยี่ห้อนี้ เพราะ BLACK IN BLACK ต้องมาแนวร็อคเกอร์ขาโหดลากไส้เท่านั้นจริง ๆ ค่ะ

10 beer

6. BOHEMIA

รสนิยมการดื่มด่ำเบียร์ของดินแดนแซมบ้า หรือบราซิล คือต้องถูก ขวดต้องใหญ่ ที่สำคัญต้องแช่เบียร์ให้เย็นฉ่ำ ส่วนรสชาติไม่ได้เป็นสาระของคอเบียร์บราซิลเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเบียร์จากประเทศนี้จะห่วยแตกขนาดนั้น เพราะยังมี BOHEMIA เบียร์สไตส์ PILSEN รุ่นลายคราม ว่ากันว่า เป็นตำนานเบียร์ยี่ห้อแรกของบราซิลเลยนะคะ มีบางคนเปรียบ BOHEMIA เสมือน เปเล่ วีรบุรุษลูกหนัง แม้จะเก่า&แก่แต่ก็ภูมิใจที่ได้สัมผัสรสชาติระดับตำนาน

BOHEMIA

7. CHIMAY

นึกถึงเบียร์เบลเยี่ยม เราอาจคิดถึง Hoegaargenหรือ Leffe แต่ก็ไม่ควรลืมเบียร์ระดับพระกาฬ อย่าง CHIMAYแม้แต่น้อย นี่คือ เบียร์ที่หมัก&บ่มจากจิตศรัทธาที่แน่วแน่นของบาทหลวง จากโบสถ์ทางตอนใต้ของประเทศ จนได้รสที่แข็งแรง&ลุ่มลึก กลายเป็น 1ใน7 เบียร์ตระกูล Trappist ของโลกที่ต้องจิบให้ได้

CHIMAY

8. KRUSOVICE

สาธาณรัฐเช็กจัดเป็นดินแดน HOLY TRINITY แห่งเบียร์ยุโรป และอีก 2 ประเทศที่คอเบียร์ยกนิ้วให้ คือ เยอรมัน กับ เบลเยี่ยม ซึ่งจะว่าไปแล้ว CZECH ก็อุดมไปด้วยเบียร์เกรด A หลายยี่ห้อ หนึ่งในนั้นคือ KRUSOVICE เบียร์รสคมกริบ รื่นละมุนละไมลิ้น ถึงขั้นเป็นเบียร์รสโปรดของจักรพรรดิRUDOLF ที่ 2 เลยทีเดียว

KRUSOVICE LAGER

 9. GUINNESS

ไม่มีสิ่งใดจะสุขีไปกว่าการได้จิบเบียร์ดำเคล้าเสียงไวโอลิน โดยมีสหายสนิทล้อมวงแล้วพูดคุยกันด้วยคำพูดที่คุ้นเคยหู คุ้นเคยใจ และจะเด็ดว่านี้ หากเก็บตังค์แล้วโบยบินไปพร้อมเพื่อนเพื่อจิบเบียร์ดำ ณ.ประเทศไอร์แลนด์ ดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดเบียร์ดำยี่ห้อ GUINNESS

GUINNESS

 10. HITACHINO Nest Espresso Stout

เป็นเบียร์ที่น่าทึ่ง ที่ผสานเทคนิคผลิตเบียร์รุ่นเก๋าจากฝั่งยุโรป เข้ากับเทคนิคการหมักกลั่นบ่มน้ำเบียร์แบบโบร่ำโบราณ ตามสไตส์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะถังหมักเบียร์เก๋ไก๋สุด ใช้ถังหมักแบบเดียวกับเหล้า SHOCHU ฉะนั้นรสของเบียร์ดำนกฮูกจึงเยี่ยม ยิ่งจิบหลังอาหารเย็นจะสดชื่นลึกล้ำ!เป็นที่สุดเลยคะ 

HITACHINO Nest Espresso Stout

Top 10 Thai Craft Beer 10 คราฟต์เบียร์ไทยที่ใครๆ ก็ไม่ควรพลาด!

IN FOCUS

รู้จักเบียร์ไทย 10 ยี่ห้อ ที่ฮอตที่สุดในขณะนี้ พร้อมพิกัดร้านตามไปชิม จนถึงปีนี้มีผู้ให้ความสนใจหันมาต้มคราฟต์เบียร์กันเยอะมากหลายสิบยี่ห้อ หากใครยังไม่เคยชิมสักทีและไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน The Momentum สรุปมาให้ 10 ยี่ห้อทีเด็ดที่ใครๆ ก็ไม่ควรพลาด พร้อมพิกัดร้านสำหรับตามไปชิม

Udomsuk

อุดมสุขเบียร์คือคราฟต์ไทยเบอร์แรกๆ ที่บุกเบิกวงการคราฟต์เบียร์ แต่อาจจะหาดื่มยากสักหน่อย เพราะมักจะเจอตามงาน หรือมีวางจำหน่ายค่อนข้างจำกัดมาก แต่อุดมสุขเป็นตัวแทนของรสชาติขมดุดันตามสไตล์อเมริกัน สไตล์ที่ต้องลองคือ IPA อย่าง West Coast IPA แต่ด้วยความที่อุดมสุขมักจะมีสไตล์ใหม่หมุนเวียนอยู่ตลอด เราแนะนำว่าอย่ายึดติด และลองสไตล์ที่ใกล้เคียงกับความชอบ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน
พิกัด: ร้าน Mad Moa และ Seven Spoons

Golden Coins

เป็นอีกหนึ่งตัวท็อปของวงการ ผู้เป็นทั้งกลุ่มคนบุกเบิกการทำคราฟต์เบียร์ และเปิดบาร์ที่เสิร์ฟเฉพาะไทยคราฟต์เบียร์เท่านั้นแห่งแรกในกรุงเทพฯ Golden Coins ทำเบียร์สไตล์มาตรฐานออกมาหลายตัวและคนชื่นชอบกันเยอะ ที่พลาดไม่ได้เลยคือ IPA ที่ค่อนข้างดื่มง่าย แต่ยังคงคาแรกเตอร์ขมลึกแบบต้นฉบับไว้
พิกัด: Let the Boy Die

Triple Pearl

หนึ่งในนักเรียนรุ่นแรกของ Chit Beer เกาะเกร็ด ที่ถนัดเบียร์สไตล์ Wheat Beer มากเป็นพิเศษ การันตีด้วยรางวัล Best Wheat Beer จากเวที Beer Camp: Fight Club เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
พิกัด: Craft ‘N Roll และ Where Do WE Go

Sandport

อีกหนึ่งเบียร์หายาก แต่มีชื่อเสียงเลื่องลือในรสชาติมาก โดยเฉพาะ Too Much Coffee Porter เบียร์เข้มหอมกลิ่นกาแฟ ที่ไม่ต้องเป็นคอกาแฟหรือชอบเบียร์ดำก็เข้าใจได้ง่ายๆ
พิกัด: Craft ‘N Roll และ Where Do WE Go

Devanom

เทพพนมเป็นเบียร์ชื่อใหม่แต่เก๋าในวงการเบียร์บ้านเรามาตั้งแต่เริ่มต้น ที่เป็นแบบนี้เพราะสองพี่น้องนักต้มใช้เวลาทั้งหมดฝึกฝนจนได้เบียร์ที่ได้รสชาติมาตรฐานตามที่ต้องการ และการันตีได้จากรางวัล Best IPA เวที Beer Camp: Fight Club ร่วมกับ Wheat Beer ของ Triple Pearl เป็นอีกหนึ่ง IPA ที่ต้องหามาชิมให้ได้ อยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติมอ่านต่อ เบื้องหลังความสำเร็จของเบียร์เทพพนม และ Deva Farm ได้ที่นี่
พิกัด: Changwon Express

Mahanakorn Brewery

มหานคร เป็นเบียร์ที่เล่นกับวัตถุดิบไทยๆ อย่างชัดเจนในทุกตัวที่ผลิตออกมา รสชาติเน้นความสดชื่น บอดี้ไม่หนัก เหมาะกับอากาศบ้านเรา เช่น Simply Red Ale เป็นตัวที่ใช้ข้าวกล้องหอมมะลิเป็นส่วนประกอบ ให้กลิ่นหอมแบบ Roasty หน่อยๆ และขมจากฮอปส์ อีกตัวที่ให้คะแนนความสร้างสรรค์คือ เปียกปูนเบียร์ หรือ Siam Stout สเตาต์สไตล์ไทยๆ ผสมกาบมะพร้าวเผา (Coconut Charcoal) น้ำตาลมะพร้าว และใบเตย ครบสูตรที่เปียกปูนควรมีในรูปแบบพร้อมดื่ม
พิกัด: Let the Boy Die และ Where Do WE Go

Pheebok

หนึ่งเบียร์หาตัวจับยากที่เจอที่ไหนเราขอเตือนว่าไม่ควรพลาด เบียร์ที่มาในอาร์ตเวิร์กการ์ตูนผีสามบาท และ copywriting skill ในเฟซบุ๊กที่ชวนหลอนจนพลอยให้คิดไปได้ว่าผู้ต้มเป็นเจ้าอาวาสจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม Haunting Style Pale Ale เป็นรุ่นมาตรฐานที่เราแนะนำ ด้วยเนื้อสัมผัสกลาง ไม่บางจนเกินไป ผสมกับกลิ่นฮอปส์ฟุ้งๆ แต่ไม่ขมหนักเกินไปในสไตล์ Pale Ale ย้ำว่าในลิสต์นี้สามารถหาเบียร์ยี่ห้อต่างๆ ได้จากหลายๆ ร้านสลับกัน แต่ 99% ของเบียร์ผีบอกมีที่เดียว
พิกัด: Junker & Bar

Full Moon Brewworks (Chalawan Pale Ale)

เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2010 ในฐานะ Microbrewery ที่จังหวัดภูเก็ต (และปัจจุบันก็ยังเปิดให้บริการอยู่) ก่อนจะดำเนินการผลิตบรรจุขวดครั้งแรก เมื่อกลางปี 2015 ที่ผ่านมาในชื่อ Chalawan Pale Ale ที่พัฒนามาจากสูตรที่เคยขายแบบสดที่ร้าน โดยไปผลิตกันที่โรงเบียร์ในออสเตรเลีย และนำเข้ามาแบบถูกกฎหมายเป็นเจ้าแรกๆ นับว่าเป็นคลื่นใต้น้ำแห่งวงการก็ใช่ เพราะชาละวันเป็นเบียร์ที่มานิ่งๆ ทำอย่างถูกกฏหมาย และรสชาติที่โดดเด่น หอมติดกลิ่นลิ้นจี่ขวดนี้ได้รับรางวัลเหรียญทองจากเวทีโลกอย่าง World Beer Awards 2016 อีกด้วย อยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติมอ่านต่อ เบื้องหลังความสำเร็จของชาละวันเบียร์ได้ที่นี่
พิกัด: Wishbeer, บาร์ และร้านอาหารรอบกรุงเทพฯ

Chiang Mai Beer

แก๊งต้มเบียร์จากเชียงใหม่กลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ค่อยๆ ต้มกันเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2015 รู้ตัวอีกที เชียงใหม่เบียร์ยกทีมกันไปผลิตที่โรงเบียร์ในประเทศลาว บรรจุขวด และนำกลับเข้ามาแบบถูกกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย แก๊งนี้มีสองตัวหลักยืนพื้น คือ Red Truck IPA หอมกลิ่นซิตรัส และ Chiang Mai Weizen นุ่มลื่นสำหรับคนไม่ถนัดขม
พิกัด: WishbeerTeens of Thailand และ Bricks & Bone

Stone Head

ในวงการคราฟต์เบียร์บ้านเรา Stone Head ถือว่าเป็นน้องใหม่มาแรงอีกยี่ห้อหนึ่ง ที่เปิดให้เราได้รู้จักชื่อมาสักพักจากการพรีออร์เดอร์เบียร์รุ่นแรกในเว็บไซต์จำหน่ายเบียร์อย่าง Wishbeer.com ซึ่งช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในขณะที่ทีมผู้จัดทำนั้นซุ่มเงียบเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการไกลถึงเกาะกง และนั่นก็ทำให้ Stone Head ถือว่าเป็นเบียร์ยี่ห้อล่าสุด (หลังจากชาละวัน และเชียงใหม่เบียร์) ที่จำหน่ายในประเทศของเราแบบถูกกฎหมาย เราแนะนำให้เริ่มจาก Seven Days Witbier สไตล์เบลเยียม หอมนุ่มกำลังดี
พิกัด: Let the Boy DieChangwon Express และ Where Do We Go

10 แบรนด์คราฟท์เบียร์ที่ยอดขายสูงสุดในอเมริกา

ตลาดคราฟท์เบียร์ในอเมริกาถือเป็นตลาดคราฟท์เบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องสูงขึ้นทุกปี ซึ่งในปีที่ผ่านมาตัวเลขเติบโตสูงที่สุดตั้งแต่กระแสคราฟท์เบียร์แพร่หลายออกไปทั่วโลก จากอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ผู้ผลิตหลายรายต้องเพิ่มอัตราการผลิต หลายรายมีการขายหุ้นให้กับเจ้าใหญ่ เพื่อขยับเข้าสู่อุตสาหกรรมระดับ “mass craft” และเพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้นทุกวัน ลองไปดู แบรนด์คราฟท์เบียร์ในอเมริกาที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับในปีที่ผ่านมากันครับ ลองดูตัวเลขแล้วไม่ธรรมดาเลยจริงๆ 

อันดับ 10 Goose Island 74.9 Million U.S. Dollas

อันดับ 9 Deschutes 76.6 Million U.S. Dollas

อันดับ 8 Shock Top 117.4 Million U.S. Dollas

อันดับ 7 Shiner 136 Million U.S. Dollas

อันดับ 6 Lagunitas 177.2 Million U.S. Dollas

อันดับ 5 Leinenkugel Specialty 181 Million U.S. Dollas

อันดับ 4 New Belgium 204.8 Million U.S. Dollas

อันดับ 3 Sierra Nevada 246.9 Million U.S. Dollas

อันดับ 2 Samuel Adams 287.1 Million U.S. Dollas

อันดับ 1 Blue Moon 341.4 Million U.S. Dollas

เป็นอย่างไรบ้างครับกับยอดขายของ Top 10 คราฟท์เบียร์ในอเมริกา เห็นแล้วก็น่าจะไม่แปลกใจสักเท่าไหร่ เพราะตัว Blue Moon นี่ไม่ได้ดังแค่ในอเมริกาแต่มีการส่งออกและได้รับความนิยมในประเทศต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย แต่สำหรับตัวอื่นๆ ซึ่งตอนนี้มีหลายแบรนด์ที่ได้นำเข้ามาจัดจำหน่ายในเมืองไทยกันอยู่แล้ว ถ้าใครอยากลองว่าทำไมแบรนด์เหล่านี้ถึงสร้างรายได้ได้มหาศาล ต้องลองด้วยตัวคุณเองครับ เพราะแต่ละโรงฝีมือการต้มเบียร์อันเป็นเอกลักษณ์และถูกจัดอยู่ในระดับท๊อปๆ ของโลกเลยก็ว่าได้

ธุรกิจคราฟท์เบียร์ : ไทยจับ อังกฤษหนุน

คนดื่มเบียร์

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ คราฟท์เบียร์ (craft beer) หรือเบียร์ที่ผลิตโดยผู้ผลิตรายย่อยกลายเป็นที่นิยมในอังกฤษ ผับ บาร์หลายแห่งต่างขายคราฟท์เบียร์หลากยี่ห้อ ขณะที่จำนวนผู้ผลิตเบียร์รายย่อยก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นนับตั้งแต่รัฐบาลอังกฤษลดภาษีให้ผู้ผลิตเบียร์ในปริมาณไม่เกิน 5 แสนลิตรต่อปี หากผลิตถึง 6 ล้านลิตรต่อปี ถึงจะต้องจ่ายภาษีเต็มอัตรา

ในส่วนของไทยขณะนี้มีการรณรงค์เรียกร้องให้ทางการเปิดเสรีการหมักเบียร์ที่ปัจจุบันยังถือว่าผิดกฎหมาย เนื่องจากประกาศกระทรวงการคลังเรื่องวิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2543 กำหนดให้ผู้ขออนุญาตทำโรงงานสุราต้องเป็นบริษัทจำกัด มีเงินลงทุนที่ชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท โดยในกรณีที่เป็นโรงงงานเบียร์ขนาดใหญ่จะต้องมีปริมาณการผลิต ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี หรือถ้าผู้ใดจะทำโรงงานเบียร์ขนาดเล็กก็ต้องเป็นโรงเบียร์ประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (brewpub) ต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตร แต่ไม่เกิน 1ล้านลิตรต่อปี 

คราฟท์เบียร์

ในอังกฤษเมื่อปีที่แล้วเครือข่ายนักบัญชีในชื่อ UHY Hacker Young ได้สำรวจจำนวนผู้ผลิตเบียร์รายย่อยในสหราชอาณาจักร และพบว่าเฉพาะปี 2014 (2557) เพียงปีเดียว มีจำนวนเพิ่มขึ้น 8% จาก 1,558 ราย เป็น 1,692 ราย ในปี 2015 และหากนับย้อนหลังไปราว 5 ปี จะพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 65% 

UHY Hacker Young ให้ข้อมูลด้วยว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้คราฟท์เบียร์กลายเป็นเครื่องดื่มหรูหา ที่ผู้บริโภคพร้อมควักกระเป๋าจ่ายมากกว่าเบียร์ยี่ห้อเดิม ๆ 

ปีเตอร์ เดย์ ผู้สื่อข่าวสายธุรกิจของบีบีซี บอกว่าเหตุผลอย่างหนึ่งที่คนดื่มเบียร์ยอมจ่ายแพงกว่าก็เพราะการดื่มเบียร์เป็นเรื่องของรสนิยมความชอบส่วนบุคคล เป็นวัฒนธรรม และความต้องการค้นคว้าลิ้มลองรสชาติใหม่ ๆ ที่ต่างออกไป 

คราฟท์เบียร์

ขณะที่ คริส เลอ โกเฮเบล ผู้จัดการร้านคราฟท์เบียร์ The Lyric ในย่านโซโห กรุงลอนดอน บอกกับบีบีซีไทยว่ากระแสคราฟท์เบียร์ในอังกฤษมาแรงในช่วง 5 ปีหลังนี้ โดยเป็นพัฒนาการต่อจากที่ตลาดคราฟท์เบียร์ในอเมริกาเติบโตอย่างมากในช่วง 10 ปีก่อน สำหรับเบียร์ที่ขายดีที่สุดในร้านขณะนี้คือ The Kernel และ Beavertown แต่ก็ยังมีอีกนับสิบยี่ห้อที่ขายได้สม่ำเสมอ ไม่มียี่ห้อไหนผูกขาดยอดขายเป็นพิเศษ

ด้านแครี่ สมิธ ชาวเวลส์ บอกบีบีซีไทยว่าครอบครัวของเธอผลิตเบียร์ขายเองที่เวลส์ เธอเองดื่มคราฟท์เบียร์มากว่า 10 ปีแล้ว “ทีเด็ดของมันคือรสชาติที่หลากหลาย ไม่น่าเบื่อเหมือนเบียร์ยี่ห้อดังๆ คราฟท์เบียร์มีทั้งเบียร์ดำ เบียร์เปรี้ยว ใส่ผลไม้ วันก่อนฉันเพิ่งได้ลองเบียร์ลิ้นจี่ไป มันสุดยอดมาก” 

ในอดีตการผลิตเบียร์ของผู้ผลิตรายย่อยในอังกฤษนั้นส่วนหนึ่งมีจุดเริ่มต้นจากความกระตือรือร้นนของกลุ่มคนที่เคยหมักเบียร์ไว้ดื่มเอง หันมาลงขันซื้ออุปกรณ์หมักเบียร์และไปหาที่ทดลองผลิตกันตามทางลอดใต้รางรถไฟ กลุ่มคนเหล่านี้ดูจะลุ่มหลงชื่นชอบรสชาติเบียร์ที่ทำและไม่สนใจว่าตัวเองจะเป็นเพียงกลุ่มคนกลั่นเบียร์กลุ่มเล็ก ๆ ไม่ได้ต้องการการแข่งขัน แถมยังแบ่งปันส่วนผสมทั้งยีสต์และผลไม้ที่ใช้ในการหมักเบียร์กันอย่างไม่หวงแหน 

ผับขายคราฟท์เบียร์

อย่างไรก็ดี ในระยะหลังมานี้มีผู้ผลิตเบียร์รายย่อยในท้องถิ่นบางรายที่ประสบความสำเร็จสูง และยอมขายกิจการให้กับผู้ผลิตเบียร์ข้ามชาติอยู่บ้างเช่นกัน อย่าง Sharps Brewery in Rock จากคอร์น วอลล์ ก่อตั้งเมื่อปี 1994 ก็เป็นหนึ่งในนั้น ขณะนี้ Sharps Brewery in Rock เป็นส่วนหนึ่งของผู้ผลิตเบียร์ข้ามชาติ MolsonCoors ไปแล้ว

เมื่อปี 2015 SABMiller ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อีกราย จ่ายเงิน 120 ล้านปอนด์ ซื้อ Meantime คราฟท์เบียร์ที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 1999 จากผู้ผลิต “สตาร์ทอัพ” ในย่านกรีนิช

ความสำเร็จของผู้ผลิตเบียร์รายย่อยยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อปีที่แล้วสองเพื่อนซี้ เจมส์ วัตต์ และมาร์ติน ดิกคี ผู้ก่อตั้ง BrewDog ในเมืองเฟรเซอร์เบิร์ก มีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรรษาของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 

BrewDog

เจมส์และมาร์ติน ก่อตั้ง BrewDog เมื่อปี 2007 ตอนนั้นทั้งคู่ยังอยู่ในวัยยี่สิบเศษ ๆ ทั้งสองแค่ต้องการหมักเบียร์ไว้ดื่มเอง แต่ปัจจุบัน BrewDog จ้างพนักงานหลายร้อยคน มีบาร์ที่เปิดสาขาอยู่รอบโลก และมีรายได้เมื่อปี 2015 เพิ่มขึ้นถึง 51% เป็น 44.7 ล้าน ปอนด์

ความสำเร็จของคราฟท์เบียร์นั้นคือรสชาติใหม่ๆ และความพร้อมของผู้ผลิตรายย่อยที่จะคิดสูตรพัฒนารสชาติไปเรื่อย ๆ เพราะคอเบียร์อาจอยากลองของใหม่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องการอยู่กับรสชาติอันจำเจ

“คราฟต์เบียร์” เปลี่ยนตลาดแอลกอฮอล์🍺

‘คราฟต์เบียร์’ เปลี่่ยนตลาดแอลกอฮอล์

ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภูมิภาคอาเซียนมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมของกลุ่มนักดื่มมิลเลนเนียลที่มีแนวโน้มหันมาบริโภคสินค้าประเภทพรีเมียมและมีความแปลกใหม่ โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและมีความน่าสนใจมากที่สุดในเวลานี้คือ “คราฟต์เบียร์” ซึ่งเป็นเบียร์ที่นิยมผลิตในปริมาณน้อย และมีส่วนผสมของวัตถุดิบธรรมชาติที่พบได้ในท้องถิ่น ทำให้มีความแตกต่างจากเบียร์ทั่วไป

กระแสของคราฟต์เบียร์ได้รับอิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกาและประเทศแถบยุโรป และกำลังกลายเป็นธุรกิจเกิดใหม่ในอาเซียน ซึ่งเริ่มมีความเคลื่อนไหวของผู้เล่นรายใหญ่ในไทยเช่นกัน เห็นได้จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นคราฟต์เบียร์แบบบรรจุกระป๋องในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งนี้จากรายงานของ Southeast Asia Brew ระบุว่าในปี 2017 มี Craft breweries รวมทั้งสิ้นจำนวน 154 แห่งในภูมิภาคอาเซียน นับเป็นการเพิ่มขึ้นถึงราว 3 เท่าตัว ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและศักยภาพการเติบโตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ จากสถิติปี 2017 พบว่า ผู้บริโภคชาวเวียดนามนิยมดื่มเบียร์มากที่สุดในอาเซียน หรือคิดเป็นประมาณ 41 ลิตร/คน/ปี และคาดว่าจะเติบโตขึ้นปีละ 8% ภายในปี 2020 (เปรียบเทียบกับไทยที่บริโภคเพียง 31 ลิตร/คน/ปี) ด้วยพื้นฐานวัฒนธรรมในการดื่มเบียร์ของชาวเวียดนามที่โดดเด่นและภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับจำนวนชนชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยหนุนที่ทำให้ตลาดคราฟต์เบียร์ในเวียดนามมีศักยภาพในการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

อย่างไรก็ดี การคว้าโอกาสในธุรกิจที่กำลังเกิดใหม่ในอาเซียนอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ซึ่งถ้าหันมามองตลาดคราฟต์เบียร์ในไทยเอง จะพบว่า ปัจจุบันเริ่มมีผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่การเติบโตของตลาดยังคงถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายที่กำหนดให้มีขนาดกำลังการผลิตขั้นต่ำสูงถึง 10 ล้านลิตร/ปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องออกไปผลิตที่ต่างประเทศ และนำเข้ากลับมาขายในไทยอีกทอดหนึ่ง

เวียดนามคือหนึ่งในฐานการผลิตคราฟต์เบียร์ที่น่าสนใจ จากเงื่อนไขในการจัดตั้งธุรกิจในเวียดนามที่เอื้อให้ทั้งผู้ประกอบการชาวเวียดนามและชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยไม่มีการกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ เพื่อช่วยรักษาความมีเอกลักษณ์ของคราฟต์เบียร์ที่นิยมผลิตในปริมาณน้อยแต่มีคุณภาพ จึงทำให้สามารถขายได้ในราคาที่พรีเมียมกว่าเบียร์ทั่วไปในท้องตลาด และยังเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค อีไอซีมองว่ากลยุทธ์ในการแข่งขันของผู้เล่นในตลาดคราฟต์เบียร์คือ การพัฒนาสินค้าให้โดดเด่นและมีความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น โดยควรเน้นที่การเพิ่มวัตถุดิบท้องถิ่น อย่างเช่น ส้ม มะลิ หรือเสาวรส เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า รวมทั้งถ่ายทอดรสชาติและความเป็นท้องถิ่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญที่สุดของคราฟต์เบียร์

การมีพันธมิตรท้องถิ่นที่ดี เป็นอีกทางลัดสู่ความสำเร็จของการทำธุรกิจคราฟต์เบียร์ในเวียดนาม เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลเชิงลึกของตลาดที่ถูกต้องแล้ว ยังทำให้การดำเนินธุรกิจมีความสะดวกและราบรื่นขึ้นอีกด้วย ซึ่งนอกจากการผลิตเพื่อส่งกลับมาขายในไทยแล้ว การขยายฐานลูกค้าในเวียดนามและการส่งออกไปขายยังประเทศที่สามคืออีกหนึ่งโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งจะเห็นได้จากคราฟต์เบียร์ของเวียดนามที่มีการส่งสินค้ามาจำหน่ายในไทยแล้ว เช่น Heart of Darkness และ Pasteur Street เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามคือประเทศที่มีศักยภาพทั้งในแง่ของตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่และการเป็นฐานการผลิตและส่งออกคราฟต์เบียร์ที่สำคัญไปยังประเทศอื่นๆ อีกด้วย

ตลาดเบียร์โลก แบรนด์ใหญ่ จัดเต็มแบบยกพอร์ต

ผลพวงจากการที่บริษัทเบียร์อันดับ 1 และ 2 ของโลก คือ แอนเฮาเซอร์-บุช อินเบฟ (เอบี อินเบฟ) และเอสเอบีมิลเลอร์ ควบรวมกิจการกันด้วยมูลค่า 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อกว่าขวบปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการแข่งขันในตลาดเบียร์ของทั่วโลกได้เป็นอย่างดีว่า จะเป็นการต่อสู้กันด้วย แบรนด์ พอร์ตฟอลิโอ ที่มีเบียร์หลากหลายแบรนด์ในพอร์ตถูกส่งเข้ามาทำตลาดในแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะตอบโจทย์การดื่มของคอเบียร์แต่ละกลุ่มที่มีช่วงเวลา สถานที่ หรือความนิยมชมชอบในการดื่มที่หลากหลายออกไป การมีเบียร์ที่หลากหลายแบรนด์ หลากหลายเซ็กเม้นต์ จะช่วยให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ทีนี้ลองมาดูว่า ผู้เล่นแต่ละรายมีแบรนด์อะไรบ้างที่ทำตลาดอยู่ในแต่ละประเทศ

Craft Beer 101 คัมภีร์คราฟต์เบียร์ฉบับมือใหม่หัดดื่ม

นักดื่มมือฉมังหลายคนคงรู้จัก ‘คราฟต์เบียร์’ เป็นอย่างดี แต่สำหรับมือใหม่หัดดื่ม อาจจะเกิดอาการสงสัยเล็กน้อยว่า คราฟต์เบียร์คืออะไร แตกต่างจากเบียร์ปกติอย่างไร วันนี้เรามีคัมภีร์ Craft Beer 101 ฉบับรวบรัดมาฝาก

ความหมายตรงไปตรงมาของ ‘คราฟต์เบียร์’

Craft Beer – คราฟต์เบียร์ เป็นเบียร์ที่เกิดจากผู้ผลิตรายเล็ก ทำให้การผลิตเบียร์มีจำกัด แต่มีอิสระในการผลิตมากกว่า โดยเฉพาะการหมักเบียร์ที่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีดั้งเดิม แถมยังลงมือผลิตด้วยตัวเอง ให้สมกับเป็นเบียร์ทำมือ ตั้งแต่หมัก บรรจุลงขวด และส่งขายเอง ฯลฯ

แต่อย่างเพิ่งเข้าใจผิดว่า เบียร์ที่ผลิตขึ้นเองตามบ้านจะเป็นคราฟต์เบียร์ทั้งหมด เพราะในวัฒนธรรมอเมริกาจะมีการต้มเบียร์ดื่มเองในบ้าน ทั้งสำหรับดื่มเองหรือชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ ซึ่งจะเรียกเบียร์ประเภทนี้ว่า Homebrew แต่หากเป็นคราฟต์เบียร์อย่างน้อยจะผลิตมาจาก ‘โรงเบียร์ขนาดเล็ก’ ที่มีปริมาณเพียงพอในการวางจำหน่าย แต่ต้องไม่เกิน 7 ร้อยล้านลิตรต่อปีเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ความสนุกของคราฟต์เบียร์ ไม่ใช่แค่รสชาติในการดื่ม

ความสนุกของคราฟต์เบียร์มันเริ่มต้นจากการผลิตที่นำไปสู่รสชาติที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ เพราะการหมักคราฟต์เบียร์มีข้อดีสำคัญที่ผู้ผลิตสามารถนำวัตถุดิบที่หลากหลายมาผสมผสานกันจนได้เบียร์ที่มีรสชาติต่างๆ เช่น บางแบรนด์จะใส่ข้าวบาร์เลย์กับข้าวสาลีในการหมักพร้อมกัน ขณะที่บางแบรนด์ก็เพิ่มความร้อนแรงให้รสชาติด้วยขิง หรือบางแบรนด์อาจจะใส่ฮ็อป (Hop) ในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพื่อเพิ่มรสชาติให้เข้มข้น ฯลฯ และแน่นอนว่าเมื่อคราฟต์เบียร์มีรสชาติที่หลากหลายก็เกิดเป็นความสนุกในการดื่มไปด้วย

รู้จักประเภทของคราฟต์เบียร์ที่คนไทยนิยมดื่มกัน

นอกจากวัตถุดิบที่ใส่ลงไปแล้ว การหมักเบียร์ต่างวิธีกัน ย่อมได้รสชาติที่แตกต่างกันด้วย ส่งผลให้ได้คราฟต์เบียร์ประเภทต่างๆ คร่าวๆ คือ…

  • Lager/Pilsner: เป็นเบียร์ที่หมักด้วยอุณหภูมิที่เย็นกว่าปกติ จนได้เบียร์สีเหลืองทอง ให้รสชาติขมแต่ละนุ่มลิ้น
  • Pale Ale: เป็นเบียร์หนึ่งในตระกูล Ale มีสีเหลืองทอง โดยมีรสชาติระหว่างความหอมหวานจากมอลต์กับความขมของฮ็อป หลายแบรนด์ได้เพิ่มเอกลักษณ์ด้วยวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ รวมทั้งสไตล์การหมัก
  • Indian Pale Ale: ที่หลายคนเรียกย่อๆ ว่า IPA เป็นเบียร์ในขั้นกว่าของ Pale Ale โดยมีจุดเด่นที่รสชาติซึ่งมีฮ็อปทำให้เบียร์ขมขึ้น เป็นคราฟต์เบียร์ยอดฮิต
  • Dunken: เบียร์ที่เกิดจากการนำมอลต์ไปคั่วจนเข้ม จนได้เบียร์สีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีดำ ขณะเดียวกันก็มีเอกลักษณ์ที่กลิ่นหอมของกาแฟหรือช็อกโกแลต ส่วนรสชาติหวานจะเจือความขมจางๆ
  • Weizen: เบียร์ที่ให้กลิ่นหอมคล้ายผลไม้ โดยผลิตจากมอลต์ที่มาจากข้าวสาลีและใช้ยีสต์ชนิดลอยตัวในการหมัก ทำให้ไวเซ่นเป็นเบียร์ที่มีฟองมาก มีรสขมเล็กน้อย และมีสีทองใส

ดื่มคราฟต์เบียร์ยังไงให้อร่อย

หากถามว่าคราฟต์เบียร์แบบไหนรสชาติอร่อย คงไม่มีคำตอบตายตัวให้ เพราะแล้วแต่รสนิยมและความชอบของแต่ละคน แต่การจะเลือกดื่มคราฟต์เบียร์ให้ถูกใจคือ ต้องหาคราฟต์เบียร์ที่ชอบให้เจอกัน เริ่มแรกอาจจะต้องตะลุยชิมก่อนว่าชื่นชอบรสชาติไหน

แต่ที่แน่ๆ การริมเบียร์ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เบียร์อร่อย จริงอยู่ว่าเราสามารถยกขวดดื่มได้ แต่ก็มีหลายคนเลือกที่จะรินเบียร์ใส่แก้ว ดังนั้นเทคนิคการรินก็มีส่วนในรสชาติ โดยควรรินเบียร์ให้เกิดฟองประมาณ 2 นิ้ว เพราะการเทเบียร์ให้กระทบแก้วจนเกิดฟองจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้เบียร์ แถมยังช่วยป้องกันไม่ให้ออกซิเจนลงไปทำปฏิกิริยาจนรสชาติเปลี่ยนอีกด้วย

คราฟต์เบียร์ไทย ลองแบรนด์ไหนดี

สำหรับคราฟต์เบียร์สัญชาติไทยมีหลากหลายแบรนด์ เพราะช่วงปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นปีทองของคราฟต์เบียร์ไทย ดังนั้นเราจึงยกตัวอย่างคราฟต์เบียร์สัญชาติไทยมาทำความรู้จักสัก 5 แบรนด์ คือ…

  • Chalawan Pale Ale: คราฟต์เบียร์ที่มีแรงบันดาลใจจากตำนานพื้นบ้านไทย โดยนำบุคลิกของชาละวันมาดีไซน์เป็นรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้เบียร์ Pale Ale ที่หลายคนยกให้เป็นเบียร์ที่มีความสมดุลในรายละเอียด ทั้งความเข้มข้นของรสชาติและความหอมละมุนกับกลิ่นที่มีเอกลักษณ์
  • Chiang Mai Beer: เบียร์จากเชียงใหม่ที่ไปผลิตในประเทศลาว ก่อนส่งกลับมาขายในไทยแบบถูกกฏหมาย โดยมีรสยืนพื้น 2 ตัวคือ Red Truck IPA และ Chiang Mai Weizen
  • Stone Head: ความความตั้งใจที่อยากให้คนไทยดื่มเบียร์ที่มีคุณภาพจากวัตถุดิบและส่วนผสมดีๆ ในราคาที่เท่ากับเบียร์นำเข้า และเป็นเบียร์อีกหนึ่งแบรนด์ที่มีโรงงานผลิตอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนส่งกลับมาขายแบบถูกกฎหมายในไทย
  • Golden Coins: เป็นคราฟต์เบียร์ตัวท็อปอีกหนึ่งแบรนด์ที่หลายคนรู้จักดี มีเบียร์ IPA เป็นซิกเนเจอร์ โดยเฉพาะรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แบบขมลึก
  • Mahanakhon: เบียร์ที่ใช้วัตถุดิบไทยๆ จนทำให้มีความชัดเจนในรสชาติ โดยเฉพาะเมื่อคราฟต์เบียร์แบรนด์นี้เน้นความสดชื่น แต่บอดี้ไม่หนัก เพราะออกแบบให้มีรสชาติที่เหมาะกับอากาศในเมืองไทย

9 เหตุผลที่ควรจิบคราฟท์เบียร์ !!

สำหรับคนที่ยังคิดว่าการทานไวน์เป็นเรื่องที่(ดู)หรูเกินไป ลองเปลี่ยนมาเป็นคราฟท์เบียร์ดูสิครับ อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่แค่เบียร์ทั่วไป ได้อัพเกรดขึ้นมาอีกหน่อย ปัจจุบันเรามีคราฟท์เบียร์ให้เลือกในท้องตลาดเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อน อย่างน้อยกว่า 10 ชนิดที่คุณน่าจะหาทานได้ในประเทศไทย แต่ละชนิดสามารถจับคู่กับอาหารได้แตกต่างกันไป เช่น เบียร์เอล(ale) ทานคู่กับพาสต้า หรือไม่ก็เบียร์ดำพอร์ทเตอร์(porter) ทานอร่อยๆคู่กับสเต็ก

1. ทานคู่กับอาหารได้อร่อย

craft beer food pairing

2. ส่วนผสมที่ดีกว่า

เบียร์ทั่วไปที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมากส่วนใหญ่ไม่ถือว่าเป็นเครื่องดื่มประเภทออร์แกนิค แต่ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์รายย่อยหลายรายหันมาใช้ส่วนผสมที่มีคุณภาพสูง บางรายมุ่งใช้แต่เฉพาะส่วนผสมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

craft beer ingredients

3. ลีลารสชาติฟินกว่า

ข้อดีของคราฟท์เบียร์ คือ มีตัวเลือกเยอะกว่าเบียร์ทั่วไป ในประเทศไทยมีคราฟท์เบียร์ให้เลือกกว่า 1,000 รายการ ทั้งแบบนำเข้า และแบบที่ผลิตเองในไทย แต่ละแบรนด์งัดสูตรเด็ดของตัวเองออกมา เพื่อสร้างรสชาติที่มีเอกลักษณ์ การแข่งขันในเรื่องของรสชาติจึงเกิดขึ้น ผู้บริโภคจึงได้จิบรสชาติเบียร์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

draft beer wall

4. ตื่นเต้นกว่า

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า คราฟท์เบียร์ คือ เบียร์ที่ทำจากฝืมือล้วนๆ มันคือศิลปะของการผสมผสานส่วนประกอบต่างๆ และสร้างรสชาติใหม่ในแบบฉบับของตัวเอง รู้อย่างนี้แล้ว ได้เวลา “จิบนอกกรอบ” แทนที่จะสั่งเบียร์แบบเดิมๆ รสชาติซ้ำๆมาทาน

craft beer tasting

5. ปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า

หยุดโลกสวย แล้วยอมรับความจริงกันดีกว่า ว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำเราเลือกทานเบียร์ คราฟท์เบียร์ส่วนใหญ่มีปริมาณแอลกอฮอล์โดยปริมาตรอยู่ที่ 5-10% แต่ก็ยังมีคราฟท์เบียร์บางรายการ ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์หนักมาก! คือสูงกว่า 20% ชนะเบียร์ทั่วไปแบบขาดรอยกันเลยทีเดียว และนี่คือเหตุผลที่เราหลงรักคราฟท์เบียร์

hangover

6. เป็นหัวข้อสนทนาที่ดีเยี่ยม

บ่อยครั้งที่รสชาติ และคุณภาพของเบียร์กลายมาเป็นหัวข้อสนทนาในกลุ่มเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณได้มีโอกาสลองชิมคราฟท์เบียร์หลายชนิด รับรองเลยว่า คุณจะมีอะไรให้โม้เยอะกว่าคนอื่น เพราะคราฟท์เบียร์มีแง่มุมที่น่าสนใจให้ได้เรียนรู้ และพูดถึงมากกว่าเบียร์ทั่วไป เช่น สไตล์ของเบียร์, แหล่งผลิต, ส่วนผสม ตลอดจนคุณสมบัติต่างๆที่โดดเด่นของมัน

Francois Louis Jaques Paysans fribourgeois au bistrot

7. สนุกกับงานเบียร์เทสติ้ง

หลายคนเคยไปแต่งานไวน์เทสติ้ง โดยที่ไม่มีรู้ว่าคราฟท์เบียร์ก็มีงานเทสติ้งเหมือนกัน แต่งานเบียร์เทสติ้งส่วนใหญ่จะจัดขึ้นเพื่อเป็นการแนะนำเบียร์ของผู้ผลิตใดผู้ผลิตหนึ่งเท่านั้น แต่มันก็เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ชิมคราฟท์เบียร์รายการใหม่ๆอยู่ตลอด แถมได้พบปะเพื่อนใหม่ๆที่เป็นคอเดียวกันอีกด้วย

Craft Beers Buy Bangkok Thailand Saison Quadrupel Ale Pairing Cheese

8. เพิ่มบรรยากาศเร่าร้อนให้กับค่ำคืนสุดโรแมนติก

น้อยคนที่จะรู้ว่า คราฟท์เบียร์คือราชาของเครื่องดื่มที่สามารถเติมความเร้าร้อนให้กับค่ำคืนสุดพิเศษของคุณกับคนรักได้อย่างสุดยอด นอกจากนี้ มันยังสามารถใช้ผสมกับยากระตุ้นทางเพศได้ดีอีกด้วย

Romantic night


9. อร่อยประณีตกว่า

craft beers glasses

เหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้คราฟท์เบียร์แตกต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไปที่คุณสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ คือ คราฟท์เบียร์ให้รสชาติที่ประณีตกว่า เพราะมันเกิดจากการตกแต่งรสชาติตามธรรมชาติ และการบ่มในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้สัมผัสงานศิลป์ชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

“Niche” ในวงล้อม “Mass Market” ที่เขย่ายักษ์ใหญ่ขยับตัว !!

แม้ปัจจุบันจะมี “Craft Beer” ในตลาดมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรยังคงเป็น “Niche Market” ในมวลหมู่ “Mass Market” ที่เป็นตลาดใหญ่มหาศาล อย่างไรก็ตามถึงจะเป็นตลาดเล็ก แต่ก็ทำให้ยักษ์ใหญ่ค่ายเบียร์ในไทย ทั้ง “สิงห์” และ “ช้าง” ไม่อาจมองข้ามไปได้ !!!

จากเดิมที่ “ค่ายสิงห์” และ “ค่ายช้าง” ใช้แบรนด์เดิม และทำแต่ลาเกอร์เบียร์มาตลอด แต่ผลจากเทรนด์ “Craft Beer” เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคต้องการดื่มเบียร์ที่ฉีกออกไปจากสิ่งที่เขาคุ้นเคยมานาน ส่งผลให้สองยักษ์ใหญ่ ต้องออกเบียร์แบรนด์ใหม่ 

อย่างไรก็ตาม ถ้ายึดตามนิยามของ “สมาคมผู้ผลิตเบียร์ในสหรัฐฯ (Brewers Association)” แน่นอนว่าเบียร์ใหม่จากสองผู้ผลิตรายใหญ่ที่ออกมานั้น ไม่ได้อยู่ภายใต้คำจำกัดความของ “Craft Beer” แต่การขยับตัวของทั้ง “สิงห์” และ “ช้าง” สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาผู้ผลิตรายใหญ่ที่เคยทำแต่สิ่งเดิมๆ ต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติตนเองครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้น…อาจก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้บริโภค และทิศทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมเบียร์ทั่วโลก และไทย

ดังนั้น ในช่วง 3 ปีมานี้ จะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งสองค่ายใหญ่ ปั้นแบรนด์ใหม่ ที่ชูภาพลักษณ์ความเป็นเบียร์คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งนำเสนอเบียร์ชนิดอื่น นอกเหนือจากลาเกอร์เบียร์ เพื่อเสริมทัพ Brand Portfolio Strategy ในการสร้างความหลากหลายของแบรนด์ และสินค้า สำหรับรองรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่แตกต่างกัน และเข้าไปอยู่ในทุกโอกาสการดื่มของผู้บริโภคแต่ละคนที่วันนี้เป็นยุค “Personalization”

snow-Copy

สำหรับฝั่ง “สิงห์” ถือเป็นผู้ผลิตใหญ่ที่ปรับกลยุทธ์สินค้า และการตลาดเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน และนับตั้งแต่เปิดตัวแบรนด์ “U Beer” ในปี 2016 ขณะเดียวกันใช้ความได้เปรียบของการพัฒนา Brewpub “EST.33” ถือเป็น “ห้องทดลอง” การพัฒนาเบียร์สูตรใหม่ นี่จึงเป็นที่มาของแบรนด์ “Snowy Weizen by EST. 33” ซึ่งเป็นเบียร์ในกลุ่ม Wheat Beer ที่บรรจุลงกระป๋อง วางจำหน่ายในปี 2017

และปีนี้ ได้ปล่อยอีกแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจากร้าน EST. 33 มาบรรุจกระป๋อง ขายในช่องทางรีเทล ภายใต้แบรนด์ “KOPPER” ขณะที่ล่าสุดเปิดตัว “My Beer” เบียร์ตัวนี้ เป็นลาเกอร์เบียร์ ระดับแอลกอฮอล์ 4.5% แสดงให้เห็นว่าถึงอย่างไร ความที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ยังคงต้องยึดฐาน Mass Market เป็นหลัก โดยที่ลาเกอร์ เบียร์ คือ ตลาดใหญ่ในไทย ควบคู่ไปกับการนำเสนอเบียร์สูตรต่างๆ เป็นทางเลือกการดื่ม

นอกจากนี้ “ค่ายสิงห์” รู้ว่า “Craft Beer” คือ Sunrise Market ของอุตสาหกรรมเบียร์ในไทย และนับวันมีคนอยากผลิต Craft Beer ของตนเองมากขึ้น จึงได้พยายามเข้ามาอยู่ในตลาดนี้ ดังที่ คุณภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่า “ตลาดเบียร์ Mainstream มีแต่ตัวเดิม ๆ ขณะที่ผู้บริโภคต้องการลองอะไรใหม่ๆ เราถึงออกโปรดักต์ใหม่มา เป็นการเพิ่มความหลากหลายให้ผู้บริโภคได้เลือก”

โดยสิงห์ เริ่มทำโครงการ “อิสระ อะคาเดมี” (ISARA Academy) เป็นหลักสูตรให้ความรู้แก่ผู้ผลิต Craft Beer ตั้งแต่การผลิต การตลาด การจำหน่าย บรรจุภัณฑ์ และเรื่องกฎหมาย
การทำโครงการดังกล่าว นอกจากเป็นการดึงคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นผู้ผลิต Craft Beer หรือแม้แต่คนที่เป็น Homebrewer อยู่แล้ว เข้ามามีส่วนร่วมด้วยแล้ว ในอีกมุมหนึ่ง ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับค่ายสิงห์ ในฐานะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่

ขณะที่ล่าสุดรายงานข่าวจาก “ประชาชาติธุรกิจ” เผยว่า ขณะนี้ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้เข้าไปถือหุ้นในบริษัท ฟูลมูน บรูเวิร์ค จำกัด เจ้าของแบรนด์คราฟต์เบียร์ชาละวัน เพลเอล, เบียร์ชาตรี ไอพีเอ และเบียร์บุษบา เอ็กซ์ไวส์ ในสัดส่วน 30% เป็นอันดับที่ 3 รองจากสัดส่วนของ 2 ผู้ก่อตั้งคือ นายกมลาศ พัฒนาไพศาล และนายสุกิจ ทีปฏิมา ถือหุ้นกันคนละ 31.4074%

Isara Academy

ส่วนฝั่ง “ค่ายช้าง” ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ก็ว่าได้ เพราะนับตั้งแต่ต้นปี ส่งแบรนด์ “TAPPER”ซึ่งเป็นเบียรด์ดีกรีเข้ม 6.5% เข้าตลาด และเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้ปล่อย 2 แบรนด์ใหม่ออกมาพร้อมกัน คือ “HUNTSMAN” ชูจุดขาย 3 ด้านคือ เป็น Cloudy Wheat Beer / บรรจุภัณฑ์ภาพลักษณ์พรีเมียม / ราคาจับต้องได้ ที่มีส่วนผสมสำคัญ คือ Wheat Malt และ Barley Malt กับอีกแบรนด์ “BLACK DRAGON” ชูจุดขายความเป็น Red Ale บรรจุอยู่ในกระป๋องที่มีภาพลักษณ์พรีเมียม ในราคาจับต้องได้

“หนึ่งในกลยุทธ์ของไทยเบฟ คือ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ให้เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการต่างกัน ซึ่งผู้บริโภคสมัยนี้มีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง คือ ต้องมีการนำเสนอเแบรนด์ที่โดนใจ มีเรื่องราวให้พูดถึงในมุมที่หลากหลาย และมีความแตกต่างจากแบรนด์ที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้” คุณโฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการ ผลิตภัณฑ์ HUNTSMAN และ BLACK DRAGON เล่าถึงกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจเบียร์

Resize HUNTSMAN (3)

การบูมของ “Craft Beer” แม้เป็นตลาดเล็ก แต่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งภาพรวมของอุตสาหกรรมเบียร์ และพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ในอดีตธุรกิจเบียร์ เป็นสมรภูมิของแบรนด์ใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันโลกธุรกิจเปิดกว้าง ทำให้เกิด New Player มากมาย ขณะเดียวกันปัจจุบันเป็นยุค “อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค” เพราะฉะนั้นสินค้าที่นำเสนอคุณภาพดี ในราคาสมเหตุสมผล ประกอบกับมีกลยุทธ์การตลาด-การขาย ย่อมชนะใจผู้บริโภค และเป็นแบรนด์ที่ถูกเลือก !!!

“โดยภาพรวม Craft Beer ไทย ถือว่าอยู่แถวหน้าของเอเชีย เพราะแบรนด์ไทย มาจากคนไทยปรุงเองจริงๆ ในขณะที่เบียร์กลุ่มนี้ยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการจัดประกวด มีผู้ตัดสินจากต่างประเทศทั่วโลกร่วมตัดสิน Homebrew ของไทย และผมเคยเอา Supplier จากต่างประเทศมาชิง ทุกคนลงความเห็นว่า Craft Beer ไทยได้มาตรฐาน และมีความน่าสนใจ”